องร้านจึงพูดอย่างอึดอัดไม่สบายใจ “หอ หอเมฆาทรงเกียรติเป็น เป็นสถานที่ที่ลูกหลานตระกูลชนชั้นสูงกับพวกผู้ฝึกตนในเมืองที่ว่างไม่มีอะไรทำมาเที่ยวเล่นผ่อนคลาย ที่นั่นแตกต่างจากสถานที่ทั่วไป พวกเขาจะซื้อพวกสัตว์ร้ายหรือสัตว์วิญญาณเข้าไปให้แขกเหรื่อยิงฆ่า”
ได้ยินคำพูดนี้ ดวงตาเฟิ่งจิ่วก็หรี่ลง เท้าเหยียบลงบนหลังมือเสี่ยวเอ้อที่บาดเจ็บเลือดไหล น้ำเสียงเยือกเย็นราวน้ำแข็งเปล่งออกมา
“เจ้าขโมยม้าข้าไปได้ยังไง?”
ด้วยนิสัยเหล่าไป๋ที่เกียจคร้านเสียจนกลายเป็นสุนัข แม้แต่ไป๋เสี่ยวยังไม่แน่ว่าจะเรียกให้มันขยับเดินได้ แล้วเสี่ยวเอ้อคนนี้จะพามันไปขายยังหอเมฆาทรงเกียรติได้อย่างไรเล่า?
“ข้า ข้าวางยาลงใน ในกุ้งปลาที่มันกิน จากนั้น จากนั้นค่อยใช้รถล้อลาก ลากไปขอรับ”
เสี่ยวเอ้อตอนนี้มีแม้แต่ใจที่คิดยอมตาย เดิมนึกว่าลูกค้าท่านนี้ไม่น่าสังเกตเห็นว่าม้าหายไปได้เร็วถึงเพียงนั้น ใครจะรู้เขายังไม่ทันวิ่งหนี ก็มาตามหาเสียแล้ว
เฟิ่งจิ่วยื่นมือไปคว้าแขนเขาข้างหนึ่งหักลงมา เพียงได้ยินเสียงกรีดร้องโหดร้ายดังขึ้นทันใด ต่อจากนั้น ก็เห็นเสี่ยวเอ้อเจ็บเสียจนเป็นล้มไปเสียดื้อๆ
เจ้าของร้านตกใจ รีบถามว่า “นี่ นี่จะไม่ถึงตาย ตายรึขอรับ?”
เฟิ่งจิ่วชำเลืองมองเสี่ยวเอ้อบนพื้น บอกว่า “เขาเสียแขนไปข้างหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่ถึงตายหรอก”
สิ้นสุดน้ำเสียง ก็เอ่ยว่า “หอเมฆาทรงเกียรติอยู่ที่ใด? พาข้าไปสิ”
เจ้าของร้านกลืนน้ำลาย บอกว่า “คุ