ริงๆ ทำไมถึงตามไม่ปล่อยเลยนะ?”
เธอยกถ้วยขึ้นซดน้ำชาที่ยังมีไอร้อนอยู่ ขณะกำลังดื่ม ก็ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวลอยมาจากหน้าต่าง
“ฮี้!”
เธอหันหน้าไปมอง ร้องออกมาทันใด “หวา!” สักพักถ้วยชาในมือก็พลิกล้มลงอย่างไม่มั่นคง น้ำชาสาดไปทั่วโต๊ะ
เพียงเห็นเหล่าไป๋มาตรงหน้าต่างเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ กำลังชะโงกหัวพ่นลมหายใจใส่เธอสองครั้ง ซ้ำยังฉีกยิ้มสะบัดหางส่ายสะโพกไปเรื่อย คล้ายกำลังพูดว่า ‘ดูสิ ข้าหาเจ้าเจออีกแล้ว’
“เป็นเงาตามติดเสียจริงเชียว!”
เธอถลึงตามอง เห็นม้าอ้วนตัวนั้นยกสองกีบหน้ากระโดดไปข้างหน้า หมอบลงตรงหน้าต่างไม่ไปไหน จ้องมองเธออยู่เช่นนั้น เร้ามาซึ่งเสียงหัวเราะของผู้คนบริเวณรอบๆ
“นี่เป็นม้าผู้ใดรึ? อ้วนท้วมนัก!”
“บนหัวม้าตัวนี้มีเขางอกด้วย! คล้ายจะไม่ใช่ม้าธรรมดาเลย”
“พวกเจ้าดูม้าตัวนี้สิ รู้จักหมอบตรงหน้าต่างด้วยนะ!”
ได้ยินเสียงขบขันของผู้คน เจ้าของร้านกลับวิ่งโมโหปึงปังเข้ามา “นี่เป็นม้าใครกัน? จะไม่ให้คนทำมาหากินเลยหรือไร? จูงออกไป จูงออกไปเร็วเข้า!”
จากนั้น ก็เอ่ยขอโทษกับเฟิ่งจิ่ว “ลูกค้าท่านนี้ ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ไม่รู้ว่าม้าใครวิ่งเข้ามารบกวนท่าน ไม่งั้นเอาเช่นนี้ไหมขอรับ! ขอเชิญท่านขึ้นไปนั่งบนชั้นสอง?”
“ไม่ต้องๆ ข้าจะนั่งตรงนี้แหละ”
เฟิ่งจิ่วพูดพลางโบกๆ มือ เห็นชายหนุ่มผู้นั้นที่วิ่งมากลางฝูงชนตะโกนหอบแฮกๆ “เป็นม้าข้า! ม้าข้าเอง!”
ชายหนุ่มหอบวิ่งมา เร่งรีบจูงเชือกม้าไว้แล้วด่าม