ฟิ่งจิ่วเลิกคิ้วขึ้น ที่นี่เป็นสนามฝึกวิชางั้นรึ? มิน่าก่อนหน้านี้เธอถึงผ่านค่ายกลมามากมายเพียงนั้น ซ้ำยังมีเขตอาคมคุ้มกันนั่นอีก
หากไม่ใช่เพราะมีของวิเศษห้วงมิติติดตัว เดาว่าคงผ่านเขตอาคมนั้นมาไม่ได้แน่
“หากไม่ใช่เพราะพวกผู้ฝึกตนสมควรตายจากสำนักบุปผาหยกคิดจะปล้นสะดมและฆ่าคนล่ะก็!”
หนุ่มอ้วนผู้นั้นพูดด้วยความโมโห สีหน้าขุ่นเคือง “เดิมทีพวกเราพี่น้องสองสามคนร่วมทางมากับคนพวกนั้น ตลอดทางสังหารสัตว์ร้ายและวายร้ายผู้ฝึกฝนวิชามารได้ไม่น้อย แบ่งปันสิ่งของกันมากมาย แต่นึกไม่ถึงว่าพวกเขาจะเกิดความโลภ ละเมิดข้อตกลงระหว่างสำนักอื่นๆ และสำนักศึกษา ยังบอกอีกว่าฆ่าล้างไปก็ไม่มีใครรู้ คนเลวทรามสมควรตายพวกนั้น! พวกเราออกไปแล้วจะรายงานกับท่านอาจารย์เพื่อทวงคืนความยุติธรรมแน่นอน!”
“อ้อ!” เฟิ่งจิ่วพยักหน้า แสดงท่าทีว่าเข้าใจ ถามอีกว่า “พวกท่านยังไม่บอกข้าเลยว่าจะออกไปได้ยังไง?”
“อยากออกไปไม่ง่ายดายเช่นนั้น” ทั้งสองกล่าวอย่างท้อใจ “ที่นี่วางเขตอาคมไว้คนภายนอกเข้ามาไม่ได้แน่ พวกด้านในนี้เองก็ออกไปไม่ได้…”
สิ้นเสียง ทั้งสองก็คล้ายจะตั้งสติกลับมาได้ มองเฟิ่งจิ่วด้วยความตกตะลึง “เจ้าเข้ามาได้ยังไง เจ้าไม่ใช่คนของสำนักวิชาหรือสำนักศึกษา ไม่ใช่ผู้ร้ายหรือผู้ฝึกวิชามาร แล้วเจ้าเข้ามาได้ยังไง?”
เฟิ่งจิ่วลูบๆ คาง คิดไปคิดมาก็ชำเลืองมองทั้งสอง เอ่ยว่า “อันที่จริงข้าบอกพวกท่านแล้วกัน ข้าเป็นลูกศิษย์ของสำนักศึกษ