รับ จับจูงมือกันเดินเข้าไปในเรือน
ช่วงเวลานั้น นอกเรือนจึงเหลือเพียงพวกเขาสามแม่ลูก เย่อวี๋หรานยิ้มแล้วเอ่ยว่า “เอาล่ะ ตอนนี้พูดได้แล้วใช่ไหม?”
“ขอรับ พูดได้แล้ว!” จูชีพยักหน้าอย่างจริงจัง จากนั้นก็บอกเล่าเรื่องราวที่อยู่ในใจเขามาตลอดทางออกมา
แม้จะพูดจาวกวนไปบ้าง แต่สิ่งที่ควรพูดก็พูดออกมาโดยไม่ตกหล่น เย่อวี๋หรานกับจูซานจึงฟังเข้าใจได้อย่างง่ายดาย
เมื่อจูซานได้ยินว่าเสินกวงจี้พาน้องเจ็ดไปพบเสินอิงอวี่เป็นการส่วนตัวก็พอจะคาดเดาอะไรได้รำไร
คงไม่ได้เป็นแบบที่เขาคิดไว้หรอกกระมัง?
ตอนแรกเพียงแต่สงสัย พอจนฟังถึงตอนท้าย เขาก็มั่นใจได้แล้ว
กล่าวตามตรง หลังจากการคาดเดาในวันนั้น เขาก็เคยใคร่ครวญเรื่องของคนทั้งสองมาก่อน
หากกล่าวอย่างเห็นแก่ตัว เสินอิงอวี่เป็นลูกสาวของอาจารย์เสิน ทั้งยังมีน้องชายที่กำลังเรียนหนังสือ หากแต่งให้น้องชายของเขาก็ถือว่าดีเกินพอ ขอเพียงอาจารย์เสินยินดี เขาก็อยากให้น้องชายได้ตกล่องปล่องชิ้นกับอีกฝ่าย
แต่เขาก็เข้าใจดีว่า ด้วยนิสัยของจูชี คงไม่อาจเป็นเสาหลักของครอบครัวได้ นอกเสียจากจะหาสตรีที่จัดการได้ทั้งเรื่องราวในเรือนและนอกเรือน มิเช่นนั้นก็ยากเย็นยิ่งแล้ว
ส่วนเสินอิงอวี่ เขารู้จักอีกฝ่าย นิสัยอ่อนโยนใจดี แต่งให้ใครก็เป็นภรรยาที่เพียบพร้อมและมารดาที่ดีได้ทั้งนั้น
น่าเสียดาย…
เมื่อฟังเรื่องราวจนกระจ่างแล้ว เย่อวี๋หรานก็ขมวดคิ้วน้อย ๆ “เรื่องนี้พวกเจ้ารู้กันแค่สามคน ไ