อ๊ะ!”
คนอื่นๆ เห็นท่าทาง ก็หลุดยิ้มออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ และไม่ลืมตาน้อยๆ
ชายวัยกลางคนเห็นเช่นนั้น สีหน้าแดงก่ำ พอลุกขึ้นมาก็ปรี่ไปหาเรื่องเฟิ่งจิ่วด้วยความอับอายเสียจนโกรธเคือง “เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร? ช่างอาจหาญนัก! ถึงกล้ามาล้อเล่นกับข้า!”
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วที่นั่งเอนตัวอย่างเกียจคร้านก็เหลือบมองเขาแวบหนึ่ง “แม้ไม่รู้ว่าท่านเป็นใคร แต่ก็เดาว่าเป็นคนของตลาดมืด บอกว่าแขกเข้ามา แล้วต้องทำยังไง? หรือนี่คือกิริยาท่าทางที่พวกท่านใช้ปฏิบัติต่อแขก?”
“เจ้า!”
“นักปรุงยาหลิน ที่ใต้เท้าภูตหมอพูดก็ถูก แขกเข้ามา จะเสียมารยาทไม่ได้”
ชายวัยกลางคนตรงที่นั่งอาวุโสเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำช่างมีอำนาจ ทำให้นักปรุงยาหลินที่สีหน้าขุ่นข้องใจไม่กล้าปริปากอีก
เวลานี้ คนที่เหลือกลับเอ่ยปากว่า “ท่านประมุข เห็นเขายังสวมหน้ากากอยู่ ท่าทางไม่กล้าให้ใครเห็น ซ้ำก็ไม่รู้ที่มาอะไรเลย พวกเราจะเชื่อคนเช่นนี้ได้อย่างไรขอรับ?”
“จริงด้วยท่านประมุข ไม่ว่ายังไง ก็ไม่อาจฝากชื่อเสียงทั้งหมดของตลาดมืดแคว้นเหินเวหาปีนี้ไว้กับตัวคนผู้นี้ได้ ท่านดูท่าทางเฉื่อยชาของเขาสิขอรับ หนำซ้ำเดาว่าอายุคงยังไม่มาก คนเช่นนี้ จะรับผิดชอบงานใหญ่ได้เช่นไร?”
ชายวัยกลางคนตรงที่นั่งอาวุโสมองไปยังเฟิ่งจิ่ว สายตาจับจ้องบนหน้ากากที่มีดอกลำโพงเบ่งบานอยู่นั้น เอ่ยถามว่า “ไม่ทราบว่าใต้เท้าภูตหมอจะถอดหน้ากากออกมาเพื่อเผยใบหน้าแท้จริงแก่ท