นยาต้านพิษ”
ฟันเช่นนี้ กวนสีหลิ่นจึงหยิบมันขึ้นมากิน พลางเอ่ยถามอย่างกังวลน้อยๆ “งั้นพวกเราจะทำลายสำนักนี้เช่นไร? ข้าได้ยินว่าคนของสำนักพิษโอสถมีไม่น้อยเลย หนำซ้ำพวกเขายังชำนาญใช้ยาพิษ แค่พวกเราสองคนจะไหวหรือ?”
เฟิ่งจิ่วกลืนเม็ดยาลงตาม จากนั้นก็เอ่ยว่า “ไม่ต้องลงมือเองหรอก พวกเราจะเอาวิธีพิษสู้พิษมาใช้กับพวกเขา ไปเถอะ”
ค่ำคืนนี้ เป็นวาระแห่งค่ำคืนที่หลับไม่ลง…
ภายในจวนตระกูลเฟิ่ง ซูรั่วอวิ๋นยังคงเฝ้ารอข่าวดีที่จะมาถึงหลังฟ้าสางวันรุ่งขึ้น หลังจากนั้น เมื่อรอถึงรุ่งเช้ากลับไม่เห็นมีใครมารายงาน เหมือนก้อนหินจมลงมหาสมุทร ที่ไม่มีแม้แต่เสียงลมพลิ้วไหว
ตั้งแต่เช้าตรู่ถึงเที่ยงวันก็ยังไม่มีข่าวคราว สุดท้ายนางที่รอต่อไปไม่ไหวจึงหาข้ออ้างออกมา เพื่อมุ่งไปยังที่พำนักทางใต้ของเมือง
“ก๊อกๆ”
เสียงเคาะประตูสองครั้งดังขึ้น ซูรั่วอวิ๋นที่ยืนอยู่ด้านนอกมองซ้ายแลขวา รออยู่สักพักก็ไม่มีใครมาเปิดประตู ลางสังหรณ์ไม่ดีในใจยิ่งทวีความรุนแรง นางจึงข้ามกำแพงเข้าไปทันที
ตอนไม่เข้ามาก็ยังดี แต่พอเข้ามาแล้ว เมื่อเห็นภาพในห้องกรงที่เรือนด้านหลัง นางจึงสูดหายใจเข้าอย่างอดไม่ได้
“ซี๊ด!”
ภาพตรงหน้าที่ไม่น่ามองนักทำให้สีหน้านางดูไม่ได้เป็นที่สุด โดยเฉพาะ เมื่อชายวัยกลางคนในลูกกรงนั้นก็อยู่ด้วย ยิ่งทำให้นางตกใจ
พละกำลังเขาเทียบเท่ากับเสาหลักของตระกูลระดับกลาง คอยติดตามอยู่ข้างกายนางและอำนวยความสะดวกแก่ไพร่พล กำลัง