บพินิจมอง “แม่หนูเฟิ่ง เขาคือ…”
“ข้าน้อยกวนสีหลิ่น คารวะท่านปู่เฟิ่ง” กวนสีหลิ่นคำนับไปด้านหน้า เผยรอยยิ้มขึงขังจริงใจ
“ท่านปู่ เขาเป็นพี่ชายต่างแซ่ที่หลานรู้จัก ปกติหลานเรียกเขาว่าพี่ชายเจ้าค่ะ” เธอออกหน้าดึงแขนท่านปู่ กล่าวว่า “เขาช่วยหลานไว้ไม่น้อย เป็นคนดีมากเจ้าค่ะ”
ท่านผู้เฒ่าพยักหน้า เอ่ยกับกวนสีหลิ่นว่า “ขอบคุณน้องชายที่ดูแลแม่หนูเฟิ่งนะ”
“ท่านปู่เฟิ่งจริงจังไปแล้วขอรับ” กวนสีหลิ่นเกรงใจอยู่บ้าง เขาเคยช่วยเสี่ยวจิ่วเสียที่ไหนกัน? ล้วนเป็นเฟิ่งจิ่วที่ช่วยเหลือเขามากกว่า
“นายท่าน” เหลิ่งซวงด้านนอกเอ่ยเรียก
“เข้ามา” เฟิ่งจิ่วในห้องขานบอก
ท่านผู้เฒ่ามองไปตามเสียง เห็นสาวน้อยชุดดำยกของในมือเดินเข้ามา จึงพินิจมองรอบหนึ่ง ไม่รอให้คิดถี่ถ้วน ก็ได้ยินแม่หนูเฟิ่งข้างกายบอกว่า
“ท่านปู่ นางชื่อเหลิ่งซวง เป็นผู้ติดตามของหลานเจ้าค่ะ”
ในใจท่านผู้เฒ่าตะลึงน้อยๆ ผู้ติดตามรึ? กลิ่นอายทั่วร่างสาวน้อยชุดดำนี้ช่างนิ่งสงบมาก อายุไม่มากแต่วรยุทธ์กลับนับว่าโดดเด่นในหมู่คนรุ่นเดียวกัน ยังมีกวนสีหลิ่นนั่นอีก แม่หนูเฟิ่งไปรู้จักสองคนนี้จากไหนกัน?
แม้ในใจคิดเคลือบแคลง กลับไม่รีบออกปากถาม แต่สังเกตพวกเขาอยู่
เฟิ่งจิ่วยกข้าวต้มเดินไปด้านหน้า เอ่ยว่า “ท่านปู่ ร่างกายท่านถูกวางยากำลังอ่อนแอ ไม่อาจกินของดีๆ นักได้ ดังนั้น จึงให้คนต้มข้าวต้มเปล่ามา ท่านทานเสียหน่อยเถิด!”
“ได้สิ” ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งพยักหน้า ยกร