ับชามมา “ให้ปู่ทานเองก็พอ”
เห็นท่าทาง กวนสีหลิ่นกล่าวว่า “เสี่ยวจิ่ว พวกเราออกไปก่อนเถอะ ข้าจะไปดูที่ห้องครัวว่าชิงเหนียงต้มยาเสร็จหรือยัง จะได้ยกมาให้ท่านปู่เฟิ่ง” สิ้นสุดคำพูด ก็เดินออกไปพร้อมกับเหลิ่งซวง ก่อนจะปิดประตูห้อง
รอพวกเขาออกไป ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งถึงจะเอ่ยถาม “แม่หนูเฟิ่ง หลานรู้จักพวกเขาได้อย่างไรเล่า?”
“เรื่องมันยาวนัก หลานจะเลือกประเด็นสำคัญมาเล่าให้ท่านปู่ฟังนะเจ้าคะ!” เธอยิ้มๆ มองเขาทานข้าวต้ม พลางเล่าเรื่องราวที่ได้รู้จักกับพวกเขาให้ฟังเสียหน่อย แต่ว่า ที่แตกต่างคือเธอนำเรื่องที่ต่อกรกับฝูงหมาป่าตัวคนเดียวเพื่อช่วยกวนสีหลิ่นมากลับกันซะ
พอเล่าเรื่องจบ ก็เห็นเขาพยักหน้า บอกว่ารอร่างกายฟื้นตัวจะต้องไปขอบคุณเขาดีๆ อย่างแน่นอน เธอจึงยิ้มบอกว่าเป็นคนกันเองไม่ต้องขอบคุณถึงจะยอมเลิกรา
สุดท้าย ก็ให้เขานอนหลับสักพักหลังดื่มยา แต่ เพราะสารพิษตกค้างในร่างกายที่ล้างไม่หมด ประกอบกับยาที่มีฤทธิ์ทำให้ตื่นตัวยังปะปนในเลือดอยู่บ้าง หลังจากนอนลงไปจึงไม่ค่อยสงบใจเท่าไหร่นัก เธอจำต้องใช้เข็มเงินแทงตรงเส้นประสาทที่ทำให้หลับ เขาถึงจะนอนหลับลงดีๆ ได้
ช่วงเย็น กวนสีหลิ่นมาในลานบ้าน
“เสี่ยวจิ่ว ท่านปู่เจ้าตื่นหรือยัง?”
“หลังดื่มยาก็หลับไปแล้ว ทำไมรึ?” เธอมองกวนสีหลิ่นที่มีความเคร่งขรึมอยู่บนใบหน้าบางส่วน สงสัยเล็กน้อย
“มีคนจับตามองพวกเรา” เขาขมวดคิ้วน้อยๆ “แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร”
“หืม? ว่ายัง