ายตาที่มีจิตวิญญาณโลดแล่น “และข้าอยากจะเข้าสำนักดาวประดับเมฆา ดังนั้นในการประลองที่จัดทุกสามปี ข้าต้องมีชื่ออยู่ในสิบอันดับแรกของแคว้นแสงสุริยัน”
“สำนักดาวประดับเมฆาคัดเลือกผู้ฝึกทุกสามปี ตอนนี้ยังมีเวลาเตรียมตัวอีกหนึ่งปี” ขณะที่พูด เธอก็มองเขา เอ่ยว่า “แต่ว่า ที่นั่นเคร่งครัดมาก รวมรวบยอดฝีมือจากแต่ละที่มาไว้ในที่เดียว เวลาหนึ่งปีท่านมั่นใจว่าจะเข้าสำนักดาวประดับเดือนได้รึเจ้าคะ?”
“ข้าจะเข้าไปได้แน่นอน!” คำพูดเขาหนักแน่น ตรงหว่างคิ้วก็มีความมั่นใจเป็นที่สุด
เฟิ่งจิ่วที่กลับมาในห้องเข้าไปฝึกวิชาในห้วงมิติ ภายในห้วงมิติ กลิ่นอายพลังเร้นลับทั่วร่างหมุนเวียนอย่างรวดเร็ว ยิ่งหมุนยิ่งคละคลุ้ง หลังจากฝึกฝนกลิ่นอายพลังเร้นลับ ก็ยังฝึกซ้อมศิลปะการต่อสู้อีก จนกระทั่งเวลาตกดึกถึงจะออกมา
เธอที่เปลี่ยนใส่ชุดสีดำปิดบังใบหน้าไว้ กระดกปลายเท้าออกจากลานบ้าน ไปยังจวนตระกูลเฟิ่ง…
และตอนนี้ ในห้องโถงจวนตระกูลเฟิ่ง โคมไฟสว่างราวกับกลางวัน
เฟิ่งจิ่วที่แอบเข้าจวนมาเงียบๆ อยู่เหนือหลังคาห้องโถง ร่างกายกึ่งนอนคว่ำพลางแง้มเปิดแผ่นกระเบื้องออกน้อยๆ ก่อนจะมองทะลุผ่านช่องลงไป
เพียงเห็นว่า บนตำแหน่งที่อาวุโส หลังจากเฟิ่งเซียวที่นั่งอยู่ฟังมู่หรงอี้เซวียนทางด้านล่างซ้ายอธิบายที่มาที่ไป สีหน้าก็ซีดเผือด ฝ่ามือตบโต๊ะรุนแรงอย่างโกรธเคืองไม่สิ้นสุด ตะคอกเสียงดังด้วยความโมโห “เจ้าพูดให้ข้าฟังอีกทีซิ!”
ใบหน้าหล่อเหล