ี้ไปของกวนสีหลิ่นให้มากขึ้น
ล้วนคิดว่า ในเมื่อเขาถอนตัวจากตระกูล งั้นพวกเขาจะลองดึงตัวเข้ามาในตระกูลตัวเองก็ย่อมได้ ที่จริงแล้ว จากการต่อสู้บนเวทีวันนี้ ต่างก็ดูออกว่าเด็กคนนี้ในอนาคตจะต้องไม่ธรรมดาแน่นอน!
กวนสีหลิ่นบนรถม้าที่ไม่สนใจเรื่องวุ่นวายตระกูลกวนและไม่ใส่ใจสายตาคนรอบข้าง นั่งอยู่เงียบๆ ไม่พูดไม่จา ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
เห็นเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วจึงถาม “ท่านพี่ ท่านเสียใจรึ?”
“ไม่มีทางหรอก” เขามองที่นาง ส่ายหน้าพูดว่า “ข้าไม่เสียใจที่ถอนตัวออกจากตระกูล”
“งั้นท่านกำลังคิดอะไรรึ?”
เขาเงียบไปพักหนึ่ง ถึงจะเอ่ยว่า “วันนี้ข้าตัดขาดกับตระกูลกวน ถอนตัวจากตระกูล แต่ข้าอยากก่อร่างสร้างตัว ตั้งสำนักตัวเองในเมืองอวิ๋นเยวี่ย มีวงศ์ตระกูลที่ไม่ด้อยไปกว่าพวกเขา”
“ได้สิ! ความคิดนี้ดีมาก”
เธออมยิ้มพยักหน้าชมเชย “ท่านอยากซื้อบ้านที่ไหนล่ะ? พวกเราจะรีบซื้อไว้เลยก็ได้นะ”
กวนสีหลิ่นส่ายหน้า “เสี่ยวจิ่ว ข้าไม่อยากใช้เงินเจ้า ข้าคิดจะหาเงินและใช้น้ำพักน้ำแรงของตัวเองมาจัดการเรื่องนี้”
เมื่อฟังคำพูดนี้ เดิมเธอจะบอกว่าไม่ต้องลำบากขนาดนั้น แต่เห็นเขามองมาด้วยสีหน้าจริงจัง ในดวงตาฉายแววแน่วแน่ ถึงจะยิ้มตอบรับ “ได้เลย ข้าจะไม่ช่วยท่าน แต่ว่า ท่านคิดจะปักหลักตั้งบ้านที่ใดรึ? ข้าสันทัดพอจะช่วยท่านดูทำเลได้นะ”
เห็นนางไม่ขืนยืนกรานอีก กวนสีหลิ่นถึงจะผุดเผยรอยยิ้ม “ขอบใจเจ้านะ เสี่ยวจิ่ว เรื่องนี้ถึงไม่บอก