ข้าก็ต้องถามเจ้าแน่นอน สายตาเจ้ายังดีกว่าข้ามากนัก”
“นั่นก็จริง”
ใบหน้าเล็กเชิดขึ้นพยักหน้าด้วยความภาคภูมิใจ สายตาจับจ้องบริเวณหน้าต่างรถที่ถูกลมพัดเลิกขึ้นเบาๆ โดยไม่ตั้งใจ บังเอิญเหลือบเห็นเงาร่างหนึ่ง จึงทำท่าทีสะดุ้งเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้
“หยุดรถ”
เหลิ่งซวงด้านนอกดึงเชือกม้าไว้เพื่อหยุดรถ
“มีอะไรรึ?” กวนสีหลิ่นมองนางที่ผูกผ้าคลุมหน้าลุกยืนขึ้นอย่างแปลกใจน้อยๆ
“ท่านพี่ ท่านกับเหลิ่งซวงซื้อตัวคนรับใช้กลับไปก่อน ข้ามีธุระนิดหน่อย ค่ำๆ จะกลับไปเอง” บอกพลางเลื่อนผ้าม่านเดินลงไป
กวนสีหลิ่นนิ่งอึ้ง รีบร้อนตามออกมา “เสี่ยวจิ่ว ให้เหลิ่งซวงตามเจ้าไปเถอะ ข้าควบรถม้าไปเองก็ได้”
เหลิ่งซวงกำลังเตรียมตัวลงจากม้า กลับได้ยินเสียงนางลอยมา
“ไม่ต้องหรอก พวกท่านไปเถอะ! ข้าไปเองได้”
เห็นเช่นนี้ เหลิ่งซวงก็ไม่ตามไปอีก แต่มองไปทางกวนสีหลิ่น
กวนสีหลิ่นนิ่งเงียบสักพัก ก็ไม่ดึงดันอะไรอีก แค่บอกว่า “ในเมื่อนางไม่อยากให้ใครตาม งั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ! นางไม่เป็นไรหรอก”
“อืม” เหลิ่งซวงขานรับ มองไปทางนายท่านที่เดินไปข้างๆ แวบหนึ่ง ถึงจะควบรถม้าเดินหน้าต่อไป
เฟิ่งจิ่วเดินกลับไปด้านหน้า มาถึงหน้าร้านเหล้าแห่งหนึ่ง เห็นชายชราที่กอดน้ำเต้าเหล้านั่งอยู่หน้าประตูร้านไม่ยอมไปไหน รอบดวงตาร้อนผ่าวเล็กน้อยชั่วขณะหนึ่ง ในใจมีความหดหู่ที่ยากเกินเอ่ย
นั่นคือท่านปู่ของเธอ ถ้าพูดให้ถูก ต้องเป็นท่านปู่ของเจ้าของร่างเดิม ตามเห