ูรณ์ ถึงขนาดเมื่อพูดเสียงดังหรือกระแอมไอก็ยังเจ็บอยู่รางๆ
“คุณชายฟื้นแล้วเจ้าค่ะ”
“อืม ข้าจะลองไปดู” ระหว่างที่พูด ก็ขยับก้าวเดินออกไปด้านนอก
เรือนของกวนสีหลิ่นอยู่ถัดจากนางใกล้ๆ กันเดินไปมาสะดวก ด้วยเหตุนี้ พอออกจากประตูเรือนไปไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้ว
เมื่อเข้าเรือน ยังไม่ทันผลักประตูเปิดเดินเข้าไป ก็ได้ยินเสียงไอดังมาจากด้านใน เธอหยุดฝีเท้าลง มองไปที่เหลิ่งซวง “เขาดื่มยาหรือยัง?”
“ตอนที่เพิ่งตื่นมาก็ดื่มแล้วเจ้าค่ะ”
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วถึงจะเดินเข้าไป มาถึงด้านใน ก็เห็นเขาที่นอนแผ่อยู่บนเตียงกำลังคิดจะลุกขึ้นมานั่ง จึงรีบเดินไปด้านหน้าทันที “บนตัวยังมีแผล! รีบนอนลงไปซะ”
“เสี่ยวจิ่ว?” กวนสีหลิ่นเห็นว่าเป็นนาง จึงผุดยิ้มออกมา แต่เมื่อเห็นใบหน้าที่ซีดเซียว ก็ตกใจอย่างอดไม่ได้ “เสี่ยวจิ่ว ทำไมสีหน้าเจ้าย่ำแย่เพียงนี้เล่า?”
เพิ่งตื่นขึ้นมา ไม่ทันได้ถามพวกนางเลยว่าเขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?
“บาดเจ็บถึงชีพจร รักษาอีกสักพักก็หาย”
เธอนั่งลงข้างเตียง ยื่นมือไปคลำชีพจรเขา พลางพูดว่า “แม้บนตัวท่านมีบาดแผลมากมาย แต่หลายจุดเป็นแค่แผลภายนอก ยังดีที่ไม่บาดเจ็บถึงกระดูก ไม่เช่นนั้น อย่างน้อยก็ต้องพักสักสิบวันถึงครึ่งเดือน”
เห็นสีหน้านางซีดเซียว ค่อยนึกถึงที่เขาถูกช่วยออกมาตอนนี้ ถึงหัวทึบก็รู้แน่ว่านางไปช่วยเขา ดวงตาจึงร้อนผ่าวเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้ “เสี่ยวจิ่ว พี่ช่างไร้ประโยชน์จริงๆ สร้างปัญหาให้เจ้