ดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ ทำให้คนที่ลาดตระเวนกะดึกไม่ได้สังเกตเลยสักนิด
ยืนรออยู่นิ่ง เหลิ่งซวงตกใจน้อยๆ ก่อนจะมองนายท่านข้างกายด้วยแววตาที่มีความเหลือเชื่อ ท่วงท่าเช่นนั้น เดาว่าต่อให้นางฝึกฝนวิชาอีกสิบปีก็ยังเทียบได้ไม่ติด
“ไป!”
เฟิ่งจิ่วบอกเสียงเบา แล้วพานางเดินไปอีกด้าน ตลอดเส้นทาง ถึงแม้จะพบเจอองครักษ์ลาดตระเวนกะดึกของตระกูลสวี่อยู่เรื่อยๆ แต่ก็ล้วนถูกทั้งสองหลบเลี่ยง จึงไม่ทำให้พวกเขาไหวตัวทัน
ในที่สุดเหลิ่งซวงก็รู้ถึงความหมายคำพูดก่อนหน้าของนายท่าน
รอบนอกด้านในนี้เป็นค่ายกลกระบี่ ภายในกลับเห็นองครักษ์ลาดตระเวนกะดึกอยู่ทุกหนแห่ง หากนางเข้ามาเสียเอง เดาว่าคงถูกพบตัวนานแล้ว
“รออยู่ตรงนี้นะ”
หลังจากเฟิ่งจิ่วทิ้งคำพูดไว้ ก็พุ่งตัวออกไปอย่างเงียบงัน ล็อคตัวปิดปากองครักษ์นายหนึ่งที่อยู่ทิ้งท้ายหลังสุดลากไปยังมุมมืด รอกององครักษ์นั้นเดินไปไกล ค่อยเอ่ยถามกดเสียงเบา “กวนสีหลิ่นอยู่ที่ไหน?”
องครักษ์ผู้นั้นเบิกดวงตาอย่างตื่นตระหนก ในแววตาร้องขอความเมตตา ก่อนจะยื่นมือชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง ถีบขาคิดจะดิ้นรนหนีไป เห็นเช่นนี้ แววตาเฟิ่งจิ่วเย็นเยียบ ใช้มือหนึ่งจับหักคอเขา แล้วลากไปทิ้งไว้ยังมุมมืด
ทั้งสองออกมาอีกครั้ง มองหาไปตามทิศทางนั้น พอพบองครักษ์ลาดตระเวนกะดึกก็หลบเลี่ยง จนกระทั่ง เมื่อมาถึงด้านในบริเวณข้างภูเขาจำลอง เฟิ่งจิ่วถึงจะหยุดฝีเท้าลง
เหลิ่งซวงใช้สายตามองเป็นคำถาม ไม่เข้าใจว่าทำไมนางถึง