หยุดลงอย่างกะทันหัน
และทุกที่ด้านหน้าที่สายตาเฟิ่งจิ่วหันแฉลบมองไป เห็นที่ไกลๆ ตรงด้านข้างภูเขาจำลองมีองครักษ์สี่นายเฝ้าอยู่ นอกจากนี้ มุมมืดบริเวณรอบๆ ยังมีคนซ่อนตัวอยู่อีกไม่น้อย
แววตาเธอครุ่นคิด รู้ดีว่าตัวเองไม่มีทางจัดการทั้งคนในที่แจ้งและที่ลับได้เพียงชั่วอึดใจ เช่นนั้นก็เหลือแค่ใช้ยาแล้ว
พอพลิกฝ่ามือ ก็หยิบขวดยาออกมาจากในห้วงมิติ แอบขึ้นไปเหนือลมอย่างเงียบสงัด อาศัยสายลมยามวิกาลสลัดน้ำยาในมือออกไป จากนั้นค่อยรออยู่นิ่งๆ จนกระทั่ง คนทั้งในที่ลับที่แจ้งต่างล้มกันลงไป ถึงจะส่งสัญญาณให้เหลิ่งซวงออกมา
“เจ้าเฝ้าไว้ ข้าจะลองเข้าไปดู” สิ้นสุดน้ำเสียง ก็งัดเปิดประตูหินเดินเข้าไป
พอเข้ามาด้านใน กลิ่นที่มืดสลัวและชื้นแฉะก็ปะทะโดนใบหน้า กลิ่นคาวเลือดฉุนกึกทำให้เธอขมวดคิ้วแน่นขึ้น โดยเฉพาะ เมื่อเห็นคนที่เนื้อเหวอะหวะช้ำเลือดช้ำหนองถูกผูกตรึงไว้บนเสาไม้ ใจยิ่งร้อนรน ไอกระหายเลือดเอ่อล้นไปทั่วร่าง
“ท่านพี่!”
เธอเรียกเสียงเบา แต่เขาหมดสติไป จึงไม่รู้สึกตัวแล้ว
เห็นเช่นนี้ จึงยัดเม็ดยาใส่ในปากเขาอย่างรวดเร็ว ตัดเชือกปล่อยคนลงมาและพาออกไป
“ข้าจะล่อคนไป เจ้าหาโอกาสพาเขาออกไปก่อนนะ”
เหลิ่งซวงที่ประคองกวนสีหลิ่นอยู่พยักหน้า กล่าวเตือนอย่างไม่วางใจ “นายท่าน ระวังตัวหน่อยนะเจ้าคะ”
“อืม รีบไปซะ”
เธอรับปาก พอเห็นพวกเขาเดินไปอีกด้าน ถึงจะเบนสายตามาจับจ้องที่เรือนหลักในส่วนที่พำนัก แววตามีจิตสังหารอัน