งหนัก แผลหลายรอยด้านหน้าเป็นแค่รอยขีดข่วนบนผิว ตอนที่ข้าประคองเขาเข้ามา เลือดบนปากแผลก็แข็งตัวแล้ว เรียกยังไงก็ไม่ฟื้นเลยเจ้าค่ะ”
หลังจากเฟิ่งจิ่วคลำชีพจร สายตาก็จับจ้องบนเท้าเขา เห็นรองเท้ายังไม่ถอดออก แต่บริเวณนิ้วเท้ากลับมีเลือดไหลอยู่ ซ้ำยังหลุดลุ่ยเป็นรูเล็กๆ หลายรู
มือเธอยื่นเข้าไปในแขนเสื้อ สองนิ้วคีบเม็ดยาสีน้ำตาลยัดใส่ปากเหลิ่งหวา แล้วยื่นยาขวดหนึ่งให้เหลิ่งซวง กล่าวว่า “ถอดรองเท้าที ทำความสะอาดแผลที่เท้าเขาเสียหน่อย”
“เจ้าค่ะ”
เหลิ่งซวงรีบรับยาที่นางยื่นมา แล้วค่อยถอดรองเท้าของเหลิ่งหวาออกด้วยความระมัดระวัง ขณะที่เห็นสองเท้าผิวหนังหลุดลุ่ยเลือดไหลซิบ เพียงรู้สึกรอบดวงตาร้อนผ่าว และน้ำตาก็ร่วงลงมาอย่างไม่อาจหักห้ามได้
เห็นเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วจึงเอ่ยเสียงเนิบว่า “บาดแผลบนหลังเขาไม่ใช่แค่ถากๆ ยังดีที่เลือดแข็งอยู่ตรงปากแผล ไม่งั้นจากที่นั่นมาถึงที่นี่เกือบสี่ชั่วยามเลือดก็แห้งไปนานแล้ว ส่วนแผลที่เท้าเป็นแค่แผลภายนอก ทายาผ่านไปสองวันก็หาย คงไม่มีอันตรายอะไรหรอก”
ตอนนี้เธอพะวงพี่ชายคนข้างกายผู้นั้นมากกว่า เหลิ่งหวาหมดสติ จึงไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?
หลังจากได้ยินคำพูดนาง ใจที่กำลังเป็นกังวลของเหลิ่งซวงถึงจะวางใจลงได้
พอช่วยน้องชายพันแผลเรียบร้อยแล้ว ถึงจะสังเกตว่านายท่านไม่ได้อยู่ในห้อง จึงลุกขึ้นเดินออกไป เห็นนางยืนอยู่ในลานบ้าน ก็ถามว่า “นายท่าน จะให้ข้ากลับไปไถ่ถามข่า