ั้น
ไม่เห็นสาวน้อยภูตพรายผู้นั้นเสียแล้ว ราวกับก่อนหน้านี้เป็นเพียงภาพลวงตา เห็นกลีบดอกไม้โดนสายลมอ่อนพัดร่วงโรยราเช่นฝนดอกไม้ชวนมอง ทว่าในใจกลับมีความอ้างว้างที่ไม่อาจอธิบายได้อยู่เลือนราง…
“ท่านยังมีหน้ามาพูดอีก! เดิมข้าอยากดีดพิณให้ท่านฟัง ใครจะรู้ว่าท่านกลับวิ่งมาชมดอกไม้ตรงนี้เสียแล้ว” นางมองตามสายตาเขาไป ก็เห็นเพียงกลีบดอกไม้ที่ร่วงหล่นตามสายลมโปรยปรายลงพื้น
“ดอกท้อตรงนี้แดงขาวตัดสลับกันน่ามองยิ่งนัก ไม่ทันรู้ตัวก็มองจนเคลิ้มเสียแล้ว” เขากล่าวอย่างอบอุ่น บนใบหน้ามีรอยยิ้มจางๆ ดูใจลอยเล็กน้อยอย่างเห็นได้ชัด
เฟิ่งชิงเกอที่กำลังจะพูดว่าดอกท้อโดยรอบนี้ล้วนเหมือนๆ กัน พลันขยับทำท่าทาง เอ่ยถาม “ท่านพี่มู่หรง ท่านได้กลิ่นหอมอะไรหรือไม่เจ้าคะ?”
“กลิ่นหอมรึ? ในอากาศล้วนมีแต่กลิ่นหอมดอกท้อ”
“ไม่ใช่นะเจ้าคะ” นางส่ายหัว “เหมือนยังมีอีกกลิ่นหนึ่งเจ้าค่ะ”
ขณะกำลังพูด พลันได้ยินเสียงหึ่งๆ ดังลอยมา นางหันมองไปตามเสียง เห็นเพียงฝูงผึ้งผืนใหญ่ดำตะคุ่มๆ อยู่ไม่ไกลกำลังบินมาด้านนี้ สีหน้าเปลี่ยนไปทันใด จึงส่งเสียงอุทานอย่างอดไว้ไม่ได้
“ผึ้ง!”
ขณะที่มู่หรงอี้เซวียนเห็นผึ้งฝูงใหญ่นั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไปน้อยๆ ไม่นานนักจึงดึงมือนางวิ่งหนี ผึ้งนับพันนับหมื่นตัวพุ่งเข้ามา และไม่ใช่ว่าแขนสองคู่ของพวกเขาจะไล่พวกมันออกไปได้
ทว่า ถึงแม้ที่นี่จะมีผึ้งมารวมกันเก็บน้ำหวาน เพียงครู่เดียวก็ไม่ควรมีผึ้งโผล่พุ่งม