ักมากที่สุด ต่อให้จะสงสัยใคร ก็คงไม่ไปสงสัยลูกสาวตัวเองแน่
แม้รู้สึกว่านางแตกต่างจากก่อนหน้านี้นิดหน่อย ก็คงคิดไม่ถึงว่าลูกสาวตัวเองจะถูกคนสวมรอยแทนที่ เพราะเรื่องเช่นนั้น มันเหลือเชื่อเกินไป
อีกอย่าง ลูกสาวเขา มองยังไงก็ดีไปเสียหมด ไม่ว่านางจะทำอะไร จะเปลี่ยนไปเช่นไร ในสายตาและหัวใจ ก็เป็นลูกสาวเขา ซ้ำยิ่งไม่ควรถูกเคลือบแคลง
“ท่านพี่มู่หรงเจ้าคะ!”
เฟิ่งชิงเกอผละมือที่จูงเฟิ่งเซียวไว้ออก วิ่งเบาๆ มาที่ข้างกายเขา แล้วมองด้วยแววตาอิ่มเอมที่มีความรักใคร่ “ท่านพี่รอนานไหมเจ้าคะ?”
เขาสลัดความคิดฟุ้งซ่านในใจ วางถ้วยชาในมือลง ก่อนจะลุกยืนขึ้น เผยรอยยิ้มจางๆ ที่สง่างามออกมา “ไม่หรอก พี่เพิ่งมาได้ไม่นาน”
เขามองเฟิ่งเซียวที่เดินเข้ามา จึงโค้งคารวะและเรียกท่าน “ท่านอาเซียว”
ในบ้านตระกูลเฟิ่ง เขาหาใช่ท่านอ๋องสามไม่ แต่เป็นว่าที่ลูกเขยในอนาคตของตระกูลเฟิ่ง เป็นมู่หรงอี้เซวียนที่พวกเขาเห็นกันมาแต่เล็กจนเติบใหญ่ ด้วยเหตุนี้ ที่ถูกต้องคือผู้น้อยต้องให้การคารวะ
“ฮ่าๆ อี้เซวียนเอ้ย! ยากนักที่เจ้าจะมีเวลาพาแม่หนูนี่ออกไป มีเจ้าอยู่เป็นเพื่อนนาง ข้าก็วางใจลงบ้าง”
เฟิ่งเซียวหัวเราะร่า เอ่ยว่า “อารามสวนท้อห่างจากที่นี่ต้องเดินทางสองชั่วยาม แม่หนูนี่เสียเวลาไปนานขนาดนี้ก็สายเสียแล้ว พวกเจ้ารีบออกเดินทางหน่อยเถอะ! อย่าไปถึงที่นั่นตอนเที่ยงเลย”
“ท่านพ่อ ท่านไม่ไปด้วยกันจริงๆ รึเจ้าคะ? ยังไงซะท่านก็อยู่บ้า