ที่นั่นสักสองสามวันแล้วค่อยกลับมานะ!”
“พักอยู่สองสามวัน?”
เขานิ่งงันไป เอ่ยว่า “ทว่าที่อารามสวนท้อไม่ให้คนพักค้างแรมมาแต่ไหนแต่ไรแล้วนี่!”
เฟิ่งจิ่วยิ้มเจ้าเล่ห์ “ไม่ให้คนพักค้างแรม แต่ว่า… ท่านดูสิว่านี่คืออะไร?” เธอหยิบของจากในห้วงมิติมาชูอยู่เบื้องหน้าเขา
พอกวนสีหลิ่นรับมาดู ก็อุทานพลางเบิกตากว้างอย่างอดไม่ได้ “โฉนดที่ดิน? โฉนดที่ดินของอารามสวนท้อรึ? เจ้า เจ้าได้มาได้ยังไงกัน?”
“เมื่อเดือนก่อนมีคนมาขอพบข้าที่ตลาดมืด เดิมทีข้าไม่อยากสนใจ แต่พอเห็นว่าค่าตอบแทนคืออารามสวนท้อจึงรับมา ดังนั้น จากนี้ไปที่แห่งนี้ล้วนเป็นของพวกเราแล้ว”
เธอยิ้ม ก่อนจะเก็บโฉนดที่ดินไป กล่าวอีกว่า “อาศัยที่ช่วงนี้มีเวลาว่างพอดี ข้าเลยจะไปดูเสียหน่อย หนึ่งเพื่อชมดอกท้อ สองเพื่อลองดูสถานที่ หากรู้สึกว่ามันใช้ได้จริงๆ อีกหน่อยก็ค่อยใช้เป็นที่ปักหลักของภูตหมอ”
กวนสีหลิ่นดวงตาเป็นประกาย เอ่ยว่า “ดอกท้อของอารามสวนท้อเป็นผืนกว้างใหญ่ รอบนอกล้วนปลูกล้อมด้วยดอกท้อหลากสี แต่ชื่อของมัน ถึงจะเรียกว่าอารามสวนท้อ ทว่าที่จริงกลับไม่ได้เกี่ยวข้องกับวัดวาอารามเลย ก่อนหน้านี้ข้าเคยมองจากที่ไกลๆ อยู่ครั้งหนึ่ง เห็นศาลาด้านในงดงามยิ่งนัก หนำซ้ำได้ยินมาว่า ส่วนด้านในที่ไม่ให้คนเข้าไปนั้นเป็นเหล่าดอกท้อที่ย้ายมาปลูกจากต่างถิ่น เบ่งบานตลอดทั้งปี สวยงามเกินบรรยาย”
ได้ฟังเช่นนี้ เฟิ่งจิ่งจึงชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง พูดอย่างหยอกล้อว่า