“ท่านพี่ ท่านช่างรู้ดีเสียจริง!”
กวนสีหลิ่นเกาศีรษะ ยิ้มอย่างเขินอาย “เมื่อก่อนข้าเคยไปกับพวกเพื่อนฝูงมาครั้งหนึ่ง ดังนั้นจึงรู้เรื่องอยู่บ้าง”
ขณะที่พูด ก็เห็นว่านางยังยิ้มจ้องเขาอยู่ จึงโบกมือรัวอย่างอดไม่ได้ “พวกเจ้าไปเถอะ! ข้าไม่ตามไปแล้ว รอคราหน้าข้าค่อยไปด้วย”
“อืม รอจัดการด้านนั้นเรียบร้อย ท่านกับเหลิ่งหวาค่อยไปก็ยังไม่สาย” เธอพยักหน้า แล้วมองไปยังเหลิ่งหวาที่ฝึกรำไทเก๊กอยู่ด้านหลัง บอกว่า “เจ้ามานี่สิ”
หลังจากเหลิ่งหวาเก็บมือกลับ ก็ถอนหายใจออกเบาๆ ถึงจะเร่งฝีเท้าก้าวมาข้างกายนาง
“ขอรับ นายท่าน”
ตั้งแต่ฟื้นมา ร่างกายก็ดีขึ้นทุกวันๆ เขาที่เมื่อก่อนแค่เดินไม่กี่ก้าวยังรู้สึกลำบาก ตอนนี้ยังมาฝึกรำไทเก๊กกับนายท่านได้
ถึงแม้จะคิดว่าการรำไทเก๊กที่อ่อนพลิ้วนี้หาได้มีประโยชน์อะไร แต่ในเมื่อนายท่านบอกว่ามันเป็นผลดีต่อร่างกาย ดังนั้น จึงยอมฝึกฝนตาม
พอเห็นหนุ่มน้อยที่ชุบเลี้ยงมาสองเดือนอ้วนขึ้นบ้าง เฟิ่งจิ่วก็ยิ้มๆ สั่งว่า “ข้าจะไปอารามสวนท้อกับพี่สาวเจ้า เจ้าอยู่ดูแลรักษาตัวให้ดีต่อไป ยังมีอีก จับตาดูพี่ชายข้าด้วย ดูว่าเขาจะเกียจคร้านหรือไม่”
เหลิ่งหวามองไปทางกวนสีหลิ่นที่ข้างกาย ก่อนจะพยักหน้ากล่าวอย่างจริงจัง “ขอรับ ข้าจะจับตาดูคุณชายไว้”
“ไหนเลยต้องให้เขามาจับตาดูข้า? เจ้าเด็กคนนี้แค่ดูแลตัวเองได้ก็ไม่เลวแล้ว” กวนสีหลิ่นกระซิบเสียงเบา
เฟิ่งจิ่วไม่สนใจ เอ่ยต่อไปอีกว่า “อีกอย่างนะ ร