งเป็นผู้ฝึกวิชาเซียนระดับปรมาจารย์นักรบ ยิ่งทำให้พวกเขาคิดว่าเป็นปัญหาที่ยากเกินแก้
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงทำได้เพียงคิดหาวิธีตรวจสอบฐานะปรมาจารย์นักรบทั้งสามก่อน จากนั้นค่อยแจ้งกับตระกูลพวกเขา
แต่ไม่นานนักข่าวนี้ก็แพร่สะพัดไปในหมู่บ้าน ถึงอย่างไรทันทีที่ปรมาจารย์สามท่านสิ้นใจ นี่ก็ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ในหมู่บ้านอีกแล้ว
ทว่าเรื่องพวกนี้ เฟิ่งจิ่วกลับไม่สนใจ หลังจากเธอกลับเรือนก็เข้าไปฝึกวิชาในห้วงมิติ
ทหารรับจ้างตลาดมืดในหมู่บ้านเล็กๆ เหมือนแทบจะหลีกเลี่ยงภารกิจตามล่าเธอกันไปเอง อีกหลายวันหลังจากนั้นจึงผ่านไปอย่างสงบสุขยิ่ง ทั้งสองคนต่างยุ่งอยู่กับการฝึกวิชา จนกระทั่งไม่กี่วันต่อมา กวนสีหลิ่นที่ออกไปซื้ออาหารกลับมา เดินเข้าเรือนอย่างจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
“ท่านพี่?” เฟิ่งจิ่วที่กำลังรำไทเก๊กอยู่ในลานบ้านเห็นเขาท่าทางผิดปกติเล็กน้อย พอเรียกไปก็ไม่ตอบ
“ท่านพี่?” เธอเรียกอีกรอบ ถึงจะเห็นเขาพลันได้สติกลับมา
“อ๊ะ? เสียวจิ่ว เจ้าเรียกข้ารึ?” เขาจัดการอารมณ์ตัวเองแล้วมองนาง ถึงจะเผยรอยยิ้มออกมา แต่เขากลับไม่รู้เลยว่ารอยยิ้มนั้นดูฝืนใจมากอย่างเห็นได้ชัด
“ท่านเป็นอะไรไป? เกิดเรื่องอะไรขึ้นรึเปล่า?” เธอเดินเข้าไปถามเขา
กวนสีหลิ่นเงียบพลางก้มหัวน้อยๆ ไม่ยอมพูดจา
“ไม่อยากบอกข้ารึ? งั้นข้าไม่ถามแล้วก็ได้”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เขาก็รีบร้อนเงยหน้าขึ้น “ไม่ใช่นะ เสียวจิ่ว ก็แค่ แค่…”
เขามองนางอยู่นาน