ร่างยักษ์ใหญ่กำลังยืนดวงตาแดงก่ำน้ำตาตกอยู่ตรงนั้นอย่างคาดไม่ถึง ช่างคล้ายกับลูกสะใภ้ตัวน้อยที่ถูกกลั่นแกล้ง แล้วจะไม่ให้เธอตะลึงได้อย่างไร?
“ก็เจ้าไม่ให้ข้าตามไปด้วย…”
เขามองมาอย่างน้อยใจ “ข้าไม่รู้ว่าต้องไปที่ไหน และก็ไม่รู้ว่าต้องกลับไปอย่างไร เจ้ายังไม่ให้ข้าตามไปด้วยอีก…”
เฟิ่งจิ่วเอามือก่ายหน้าผากพลางมองท้องฟ้าอย่างหมดคำพูด เป็นปัญหาที่พบแล้วไม่อาจสลัดได้อย่างที่คิดเลย…
นี่ถือว่ากรรมตามสนองสินะ? เธอตามติดคนอื่น คนอื่นจึงมาตามติดเธอ
ขณะที่เธอเตรียมจะก้าวเท้าจากไป กลับพบว่าคนด้านหลังยังคงยืนบื้ออยู่ เขามองเธอด้วยท่าทางอยากตามมาแต่ไม่กล้าตาม เธอจึงร้องไปว่า “ยังยืนทำอะไรอยู่? เดินมาสิ!”
“หา…โอ้!” ชายหนุ่มตะลึงอยู่สักครู่ ก่อนจะพยักหน้าอย่างปลื้มปริ่ม แล้วเดินมาด้วยย่างก้าวอันรวดเร็ว เพียงแต่มือข้างหนึ่งยังคงกุมแผลที่ท้องและทนความเจ็บไว้
ทั้งสองเดินขึ้นเนินเขาเข้าไปในป่า ตอนนี้ดวงตาเฟิ่งจิ่วที่เดินอยู่ช้าๆ เป็นประกายรางๆ เธอกวาดมองรอบๆ อย่างสงบเยือกเย็น แล้วจึงเดินต่อไป
“คือว่า ขะ ข้าควรเรียกเจ้าอย่างไรดี?” ชายหนุ่มถามขณะที่ตามอยู่ข้างกายเฟิ่งจิ่ว
“แล้วแต่เจ้าเถอะ” เธอตอบรับแบบส่งเดช ไม่ได้สนใจการพูดคุยนี้
พอได้ยินเช่นนั้น ชายหนุ่มคิดแล้วคิดอีก จึงค่อยถามพร้อมเสียงหัวเราะร่า “เจ้าเด็กกว่าข้า เช่นนั้นข้าเรียกเจ้าน้องชายดีหรือไม่?”
“อืม”
เฟิ่งจิ่วตอบรับอย่างไม่ใส่ใจเท่าไหร่ และก็ไม