ัน”
เดิมทีเขาอยากปฏิเสธ แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เห็นท่าทางเช่นนั้นระหว่างพี่น้องสกุลจูทั้งสองแล้วกลับพูดคำปฏิเสธออกมาไม่ได้
เขาคิดว่าคงเป็นเพราะอิจฉาเกินไปกระมัง อิจฉาจนอยากหลอมรวมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขา
ถ้าไม่ติดว่ามีคนอาบน้ำไปสองคน น้ำอาจเริ่มเย็นแล้ว เขาก็อยากบอกจริง ๆ ว่า ‘ไม่เป็นไร ไม่ต้องเปลี่ยนหรอก ข้าอาบต่อเลยก็ได้’
ผมของจูชียังไม่แห้งสนิท เขานั่งเช็ดผมต่ออยู่หน้าประตูบนเก้าอี้ตัวเดียวกับที่จูซานนั่งก่อนหน้านี้
ทั้งยังหันมามองหลิวเจี้ยนถงตาปริบ ๆ ไม่รู้ว่ากำลังมองอะไรอยู่
“ทำไมเจ้ามองข้าแบบนั้น?” หลิวเจี้ยนถงยิ้มอย่างอดไม่ได้
เพราะในแววตาของจูชีแฝงไว้ด้วยความไร้เดียงสาอย่างเด็ก ๆ ที่ใครเห็นแล้วคงต้องนึกอิจฉา…นี่ต้องเลี้ยงมาอย่างประคบประหงมขนาดไหนกัน จึงสามารถรักษาจิตใจที่บริสุทธิ์เช่นนี้เอาไว้ได้?
“เมื่อครู่ท่านคุยอะไรกับพี่สาม?” จูชีถาม
“หืม?”
จูชีอธิบายว่า สายตาที่หลิวเจี้ยนถงมองเขากับพี่สามเมื่อครู่นี้ เหมือนตอนที่ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเห็นเนื้อไม่มีผิด แววตาเป็นประกายยิ่งนัก
หลิวเจี้ยนถง “…”
เกินจริงไปไหมนั่น?
จูชีส่ายหน้าอย่างซื่อ ๆ “ไม่เกินจริง เป็นความจริงต่างหาก”
“ข้า…พูดออกมาอย่างนั้นรึ?”
จูชีพยักหน้าอีกครั้ง
เอาเถอะ หลิวเจี้ยนถงไม่อาจปฏิเสธได้ เขาได้แต่พูดออกมาว่า “ข้ารู้สึกว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเจ้าพี่น้องเหนียวแน่นดี น่าอิจฉามาก”
จูชีคลี่ยิ้มสดใส “แฮะ ๆๆ…น