ขาชี้ไปที่เรือลำหนึ่งเป็นพิเศษให้พวกเขามอง “มองไปที่โคมไฟบนเรือลำนั้นดูสิ”
จูชีและเสินกวงจี้มองตามไปก็ไม่ค่อยเข้าใจ “โคมไฟพวกนั้นมาจากไหน สวยมากเลย!”
เมื่อมองไปที่โคมไฟบนเรือลำข้าง ๆ ก็เห็นว่าต่างกัน แต่ท่ามกลางแสงโคมไฟต่างสีสัน ทันใดนั้นก็มีสีแดงปรากฏขึ้นสะดุดตาเป็นพิเศษ
หลิวเจี้ยนถงยิ้มอย่างมีเลศนัยพลางพูดว่า “นั่นไม่ใช่โคมไฟธรรมดา พวกเจ้าจำไว้ว่าเรือเช่นนี้คือเรือบุปผาก็จริง แต่อย่าได้ขึ้นไปบนเรือบุปผาที่มีโคมไฟเช่นนั้น”
“ทำไมหรือขอรับ?”
“ขึ้นไปแล้ว เช่นนั้นจะเป็นเจ้าบ่าวใหม่ทุกค่ำคืน”
จูชีและเสินกวงจี้ไม่เข้าใจ
หลิวเจี้ยนถงยิ้ม ทำเพียงอธิบายเพิ่มอีกหนึ่งประโยค “เจ้าบ่าวจะเป็นได้เมื่อใดเล่า? แน่นอนว่ายามที่แต่งงาน พวกเจ้าสองคนล้วนยังไม่ถึงวัยที่จะแต่งงาน เป็นธรรมดาที่จะไม่เข้าใจ แต่จำไว้เพียงว่าจะขึ้นไปไม่ได้ก็พอแล้ว”
เสินกวงจี้เม้มริมฝีปาก “นี่มันต่างจากไม่บอกตรงไหนหรือขอรับ?”
หลิวเจี้ยนถงไม่หลงกลและไม่ได้พูดอะไรอีก
ช่างน่าขันอะไรเช่นนี้ แม้วันนี้เขาจะได้รับ ‘คำสั่ง’ จากอาจารย์ ว่าต้องการให้ศิษย์น้องทั้งสองคนมา ‘เปิดหูเปิดตา’ แต่ก็ไม่อธิบายสิ่งใดให้ชัดเจน
พวกเขาสองคนอยู่ในวัยนี้ คนทั่วไปไม่ควรแตะต้องพวกเขา
ตรงกันข้ามกับเขาและคนอื่น ๆ ที่หากไม่แต่งงานแล้วก็ใกล้จะถึงวัยต้องแต่งงาน จึงถูกเล็งเป็นเป้าหมายมากที่สุด
แน่นอนว่าสิ่งที่คนหมายตาไม่ใช่พวกเขา แต่เป็นถุงเงินของพวกเขาต่างหาก