ยู่ไม่กี่คน จึงได้แต่รบกวนอาจารย์เสินแล้ว”
……
เย่อวี๋หรานพูดจาเกรงอกเกรงใจ ทว่าอาจารย์เสินกลับรู้สึกกดดันอย่างไม่อาจเลี่ยง เพราะคิดไม่ถึงว่าเย่อวี๋หรานจะฝากฝังอนาคตของจูซานไว้กับเขา
แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับการสอบเคอจวี่ แต่ ‘ผู้ชี้แนะแนวทางชีวิต’ แบบนี้ ใคร ๆ ก็เป็นกันได้เช่นนั้นหรือ?
กระทั่งตัวเองเขายังชี้แนะไม่ได้ แล้วจะไปชี้แนะคนอื่นได้อย่างไร?
นี่ทำให้อาจารย์เสินอดจะนึกถึงตนเองในอดีตขึ้นมาไม่ได้ เวลานั้นเขาเย่อหยิ่งทะนงตนยิ่งนัก คิดไปเองว่าตนเองยอดเยี่ยมเสียเต็มประดา
จุดพลิกผันกลางสนามสอบคราวนั้นลากเขาดิ่งลงเหว แทบจะ…
ถ้าไม่ได้สหายสนิทอวี้เสวียหลินและสหายร่วมสำนักอีกหลายคนร่วมแรงช่วยเหลือ หากไม่ใช่เพราะเขาคำนึงถึงมารดาผู้ชรา ภรรยาและลูกชาย เกรงว่าคงอดทนผ่านมาไม่ได้
“จูต้าเหนียง นี่…” อาจารย์เสินสูดหายใจเข้าลึก แล้วเอ่ยว่า “ภาระยิ่งใหญ่เช่นนี้ ข้าได้แต่ฝืนลองดูสักคราแล้ว”
“ขอบคุณอาจารย์ยิ่งนัก!”
……
ครั้นออกมาจากสำนักศึกษาสกุลเสิน เย่อวี๋หรานก็ตรงไปที่เรือนเหวินเหรินซาน
เนื่องจากบอกกล่าวเอาไว้แล้ว คนสกุลเหวินจึงไม่แปลกใจต่อการมาเยือนของนาง เชื้อเชิญนางเข้าไปในเรือนอย่างกระตือรือร้น
แม่เหวินยิ้มแย้มสดใส อารมณ์ดียิ่ง
เย่อวี๋หรานเห็นดังนั้นก็นึกคาดเดาในใจ
ผ่านไปครู่หนึ่ง แม่เหวินก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนา ถามเย่อวี๋หรานว่านางมีลูกสาวบุญธรรมคนหนึ่งใช่หรือไม่
เย่อวี๋หรานยิ้มตอบ “มีอยู่คนหนึ่งจ