จิตใจไม่ค่อยสงบ” เย่อวี๋หรานกล่าวผ่าน ๆ ไปแล้วถามต่อ “ข้าจึงอยากถามว่าในหมู่พวกเจ้ามีใครติดต่อกับเจ้าหกบ้างไหม?”
จูซานไม่รู้ว่ามารดาถามถึงจูลิ่วกะทันหันเช่นนี้มีจุดประสงค์อะไรกันแน่ แต่เขายังคงส่ายศีรษะอย่างระมัดระวัง “ท่านแม่ ท่านก็รู้จักนิสัยเจ้าหกดี ดื้อรั้นหัวแข็งยิ่งนัก บอกว่าจะไปจากบ้านก็ไปทันที ถ้ายังไม่ประสบความสำเร็จก็จะไม่กลับมา แล้วเขาจะติดต่อมาหาพวกข้าได้อย่างไรเล่าขอรับ?”
“เขายังเด็กขนาดนั้น เจ้าก็วางใจให้เขาไปอยู่ข้างนอกคนเดียว?”
จูซาน “…”
เขาย่อมไม่วางใจ แต่จูลิ่ววิ่งเร็วนี่นา ฝุ่นตลบรอบเดียวก็ไม่เห็นคนแล้ว เขายังจะทำอย่างไรได้?
“ไม่มีช่องทางติดต่อกันจริง ๆ?” เย่อวี๋หรานถามยืนยันอีกครั้ง
“ไม่มีขอรับ”
“ก็ได้ เจ้าบอกว่าไม่มีก็ไม่มี” เย่อวี๋หรานกล่าว “ฝากเจ้าบอกเขาหน่อยว่า ว่าง ๆ ก็กลับมาเยี่ยมบ้านบ้าง อย่าเอาแต่ไปโลดโผนอยู่ข้างนอก คนที่ไม่รู้คงคิดว่าเขาออกไปทำอะไรอยู่ข้างนอกนั่น…”
จูซาน “…”
ท่านแม่ ท่านไม่ต้องหยั่งเชิงแล้ว ข้าไม่รู้จริง ๆ!
เย่อวี๋หรานมองสีหน้าเขาแล้วก็พูดว่า “เห็นที เจ้าคงไม่รู้จริง ๆ สินะ”
จูซานหมดคำจะกล่าว “ท่านแม่ ท่านไม่เชื่อข้าหรือขอรับ?”
“ตอนนี้พวกเจ้าโตกันหมดแล้ว มีความคิดอ่านเป็นของตัวเอง ข้าไม่ใช่พยาธิในท้องพวกเจ้าเสียหน่อย จะไปรู้ได้อย่างไรว่าพวกเจ้าคิดอะไรอยู่?”
“หา พยาธิคืออะไรขอรับ?” จูซานถาม
เย่อวี๋หรานมองค้อนเขา “ฟังเข้าใจนิดหน่อยก็พอแล้