รายชั่วคราวเท่านั้นแหละ…” เย่อวี๋หรานกล้าพูดเพียงว่าชั่วคราว ผู้ใดจะไปรู้ว่าจะเกิดเหตุเปลี่ยนแปลงภายหลังหรือเปล่า?
จูเอ้อร์เม่ยไม่ได้คิดมากเช่นนั้น พี่สะใภ้ใหญ่บอกว่าภรรยาของเฉียนซินไม่เป็นไร อย่างนั้นก็ต้องไม่เป็นไร
นางจึงวางใจได้เสียที “ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ถ้าเด็กพวกนั้นไม่มีแม่แล้ว ข้าก็ต้องเลี้ยงอีกน่ะสิ ข้าเลี้ยงตัวเองยังไม่ไหวแล้วจะไปเลี้ยงเด็กหลายคนนั้นได้อย่างไร”
ความจริงแล้วเด็กในครอบครัวจูเอ้อร์เม่ยไม่ได้มากมายอะไรเลย
เฉียนซินมีลูกสามคน เฉียนเสี่ยวซินก็มีลูกสามคนเช่นกัน ยุติธรรมยิ่งนัก
นางด่าแต่ปาก หากในใจก็ไม่ได้อยากให้ลูกสะใภ้คนโตเป็นอะไรไป
ขณะที่กำลังคุยกันอยู่ คนบนเตียงก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา
“พี่สะใภ้ใหญ่ นางฟื้นแล้วเจ้าค่ะ” พอจูเอ้อร์เม่ยเห็นว่าภรรยาของเฉียนซินได้สติแล้ว ความอ่อนโยนในน้ำเสียงก็หายวับ แปรเปลี่ยนเป็นความไม่พอใจ “ข้าว่าแล้วเชียว ถ้านางอยากตายจริง ๆ จะชนกำแพงต่อหน้าคนมากมายแบบนั้นทำไม? ถ้าจะตายก็ควรหลีกเลี่ยงผู้คน แอบไปกระโดดแม่น้ำคนเดียวโน่น…”
ภรรยาของเฉียนซินน้อยเนื้อต่ำใจ ไม่ทันพูดอะไรน้ำตาก็ไหลออกมาเสียแล้ว
แม้เย่อวี๋หรานจะเห็นใจอีกฝ่าย แต่ก็ไม่เห็นด้วยกับวิธีการของนาง
แค่คิดดูก็เข้าใจได้ เป็นแม่คนแท้ ๆ เจ้ากลับไม่พยายามเลี้ยงลูกชายลูกสาวด้วยตนเอง เอะอะก็ร้องไห้ คิดแต่จะอ้อนวอนขอความเมตตาจากคนอื่น คิดอะไรอยู่?
เอาแค่การชนกำแพงเมื่อครู่นี้เป็นตัวอย่าง นับ