บหน้าเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน
“โอ๊ย ไม่มีอะไรหรอก แค่ล้มเฉย ๆ พวกเจ้ากลับไปพักผ่อนเถอะ!”
จูเอ้อร์ไม่มองใครสักนิด พูดจบก็คิดแต่จะกลับเข้าห้องท่าเดียว
จูอู่ตอบสนองว่องไว เขาดึงจูเอ้อร์ไว้ “นี่ พี่รอง ในเมื่อออกมาแล้วก็อยู่ข้างนอกสักพักแล้วค่อยกลับเข้าไปเถอะ ข้ากับพี่ใหญ่มีเรื่องอยากคุยกับท่านพอดีขอรับ”
เขากล่าวพลางส่งสายตาให้จูต้า
ถึงตอนนั้นจะค่อนข้างมืด แต่ด้วยสัญชาตญาณระหว่างพี่น้อง จูต้าสัมผัสได้ถึงสัญญาณที่จูอู่ส่งมาให้อย่างรวดเร็ว แล้วกล่าวคล้อยตามว่า “ใช่แล้ว ข้าอยากคุยกับเจ้าพอดี”
“ไปกันเถอะ ไปคุยกันที่ท้ายเรือน” จูซื่อให้ความร่วมมือและช่วยเลือกสถานที่ให้
จูเอ้อร์ที่รู้สึกขายหน้าแต่ก็ไม่ได้อยากกลับเข้าห้องจริง ๆ จึงเดินตามพี่น้องคนอื่น ๆ ออกไปจากห้อง
ทันใดนั้น หน้าประตูห้องก็เหลือเพียงหลินซื่อและหลิ่วซื่อ
พวกนางมองหน้ากันอย่างประดักประเดิด
“คือว่า…” ในฐานะพี่สะใภ้ใหญ่ หลิ่วซื่อคิดว่าตนเองควรเป็นฝ่ายพูดก่อน แต่กลับไม่รู้ว่าต้องพูดอะไร
หลินซื่อเห็นหลิ่วซื่ออึกอักอยู่นานจึงโพล่งขึ้นมาว่า “พี่สะใภ้ใหญ่ พวกเราเข้าไปดูพี่สะใภ้รองกันเถอะเจ้าค่ะ”
“เอ้อ ได้”
พวกนางเดินเข้าไปในห้อง
ไฟในตะเกียงดับสนิทไปแต่แรก
หลิวซื่อนั่งอยู่บนเตียงในสภาพเสื้อผ้าผมเผ้ายุ่งเหยิง พื้นที่ในห้องที่แต่เดิมก็ไม่กว้างขวางอะไร กลับมีเสื้อผ้า ผ้าห่ม และจอกน้ำกระจายอยู่เกลื่อนกลาด
“พวกเจ้าเข้ามาทำไม? มาเยาะเย้ยข้างั้น