้ว จางเหวินป๋อคนนี้ไม่เพียงไม่อ่อนข้อ กลับกระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งแบบนี้
หัวหน้าคนใหม่เห็นว่าเขากระทบต่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายในแผนกจึงให้เขาไปแผนกฉุกเฉิน จางเหวินป๋อให้อาจารย์ของเขามาโวยวายทุกวัน บอกว่าแผนกศัลยกรรมกระดูกใช้อำนาจกลั่นแกล้งเขา
ตอนนั้นเรื่องพวกนี้ก็ดังมากเหมือนกัน แต่หัวหน้าแผนกศัลยกรรมกระดูกอย่างไรก็ไม่ยอม ไม่ให้เขากลับเข้าแผนก บอกว่าเขาทำให้การทำงานในแผนกดำเนินไปตามปกติไม่ได้ นี่เป็นเรื่องภายในแผนก ทางโรงพยาบาลจึงแทรกแซงได้ยาก
เมื่อหัวหน้าคนเก่าเห็นว่าสถานการณ์กลายเป็นแบบนี้จึงจนใจ สนับสนุนให้เขาไปต่อปริญญาเอก ทั้งยังแนะนำรุ่นน้องของตนให้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาปริญญาเอกให้เขาด้วย
ต่อมาจางเหวินป๋อเรียนปริญญาเอกจึงลาศึกษาต่อโดยหยุดรับเงินเดือน จบปริญญาเอกยังไปทำวิจัยหลังปริญญาเอกที่อเมริกา โรงพยาบาลจำเป็นต้องพัฒนา คนก็ไม่พอ ตอนนี้ตำแหน่งบุคลากรภายในสังกัดโรงพยาบาลมีจำกัด บางคนกินตำแหน่งแต่ไม่ทำงาน ก็โทรหาเขาให้เขากลับมาทำงานให้เร็วที่สุด
ไปทำวิจัยหลังปริญญาเอกในช่วงที่อยู่โรงพยาบาลก็เป็นเรื่องไม่ดีนักอยู่แล้ว วิจัยหลังปริญญาเอกไม่ใช่หน่วยงานการศึกษา แต่เป็นหน่วยงานการทำงาน
ทว่าคิดไม่ถึงว่าจางเหวินป๋อจะเริ่ม ‘ถือตัวว่ามีความสามารถ’ เสียแล้ว จึงยกเงื่อนไขมาต่อรองกับโรงพยาบาล แต่ตอนนั้นโรงพยาบาลก็จำเป็นต้องพัฒนาจึงรับเงื่อนไขไป กลับคิดไม่ถึงว่าช่วงสองวันนี้โรงพยาบ