ยว่เยว่ให้ดีนะ ไป…ก็ไปได้ แต่ต้องระวังเรื่องบางอย่างไว้ด้วย”
“คุณลองคิดดูสิ ยกตัวอย่างเช่นหลังจากลูกไปที่นั่นแล้ว ตอนกลางคืนไม่ใช่ว่าพักอยู่ด้วยกันหรอกนะ ถึงยังไง…สองคนนั้นก็ยังไม่แต่งงาน คุณว่าผมพูดถูกไหม…
…ครั้งนี้ไม่ใช่แบบไปเช้าเย็นกลับด้วย ไม่ใช่แค่ค้างคืนเดียว แต่เธอคงไปสองวัน คุณต้องคุยกับเยว่เยว่ให้ดีนะ”
จี้หรูอวิ๋นเห็นฉินเสี้ยวยวนมีสีหน้ากลัดกลุ้ม ก็รู้เช่นกันว่าเขากังวลอะไร
ในฐานะคนเป็นพ่อ ก็ต้องคิดเผื่อลูกสาวไม่ใช่หรอกหรอ
เสี่ยวเฉินเป็นคนดี ฉินเยว่ก็ไม่ได้แย่ แต่จะมีใครคิดถึงในภายภาคหน้าบ้างไหม
แม้ความคิดของเขาจะคร่ำครึไปหน่อย แต่…เฮ้อ…
ช่างเถอะ ไม่พูดดีกว่า
จี้หรูอวิ๋นยิ้ม “เอาละ เหล่าฉิน ลูกสาวเราโตป่านนี้แล้ว คุณไม่ต้องควบคุมมากขนาดนั้นก็ได้ค่ะ แต่งงานมีลูกเร็วๆ ไม่ใช่เรื่องดีหรือไง…
…ฉันกำลังคิดว่า ครั้งนี้ให้เยว่เยว่ไปดูลาดเลาก่อน ถ้ามีโอกาสเมื่อไร เราสองครอบครัวค่อยมาเจอกัน ถือโอกาสกำหนดเรื่องแต่งงานให้เร็วขึ้น…
…ลูกสาวเราก็ไม่ใช่เด็กๆ แล้ว ทั้งยังอายุมากกว่าเสี่ยวเฉินหนึ่งปีด้วย ลูกอายุยี่สิบแปดแล้วนะคะ ตอนที่พวกเราอายุยี่สิบแปด เยว่เยว่อายุตั้งกี่ขวบแล้ว”
ฉินเสี้ยวยวนถอนหายใจ ใช่ว่าเขาจะไม่รู้เรื่องนี้ เป็นเพราะอยู่ที่โรงพยาบาลนานเกินไป เห็นความเป็นไปของโลกนี้มาเยอะมาก บางครั้งเวลาจะทำอะไรก็ต้องพิจารณามากขึ้นหน่อย
ถ้าเรื่องเกิดกับคนอื่นคงพูดง่าย บอกเพียงว่ายุคสมัย