ฟิงก็มองเก่อฮว๋าย “เสี่ยวเก๋อ คุณก้าวหน้าช้าเกินไปจริงๆ!”
“คุณดูอย่างเสี่ยวเฉินสิ ไม่กี่วันก่อนผมเพิ่งสอนเขาผ่าตัดซ่อมเอออร์ตาส่วนขึ้น วันนี้เขาก็ทำเป็นแล้ว ทั้งยัง…เย็บปิดเส้นเลือดได้ดีกว่าคุณด้วย! คุณดูคุณทำสิ…
…คุณต้องเรียนรู้จากเสี่ยวเฉินให้มากๆ นะ”
หลายประโยคที่เขาพูดทำให้เก่อฮว๋ายเหม่อไปชั่วขณะ
นี่ผม…วันนี้ผมไปหาเรื่องใครเอาไว้
ทำไมถึงมาตำหนิผมกันหมดเลย
หมอดีกรีปริญญาเอกเบอร์สอง หมอดีกรีปริญญาเอกเบอร์สามกำลังผ่าตัดอยู่ห้องข้างๆ นะ ทำไมไม่ไปตำหนิพวกเขาล่ะ
แล้วอีกอย่าง…ทำไมต้องเอาผมไปเทียบกับเฉินชาง!
มีใครเขาทำแบบพวกคุณบ้าง
ผมกับเจ้าโรคจิตนั่นมีอะไรน่าเปรียบเทียบกัน
เก่อฮว๋ายรู้สึกขื่นขมในใจ แต่ก็พูดออกมาไม่ได้
เขาอยากจะยืดอกทำตัวเป็นผู้ชายสักครั้ง แล้วถามเมิ่งซีเสียงดังๆ ว่า ‘ตอนที่คุณถูกเฉินชางตำหนิ ทำไมไม่พูดอะไรบ้างล่ะ’
แล้วก็ถามอาจารย์ของตัวเองสักหน่อยว่า ‘ซย่าเกาเฟิง ทำไมคุณไม่เอาตัวเองไปเทียบกับเฉินชางเองล่ะ’
พวกคุณสองคน ทำ…เกินไปแล้ว…เฮ้อ…
เก่อฮว๋ายขมขื่นใจ!
ตอนนี้เอง โทรศัพท์ของซย่าเกาเฟิงดังขึ้นแล้ว
“สวัสดีครับ อ้อ ผู้อำนวยการหลี่เหรอ คุณมาถึงแผนกพวกเราแล้วเหรอครับ”
“ได้ครับๆ รอสักครู่ ผมจะกลับไปเดี๋ยวนี้”
พอวางโทรศัพท์ ซย่าเกาเฟิงก็มองเก่อฮว๋ายแวบหนึ่ง ก่อนจะหันตัวเดินออกไปด้วยความเจ็บใจที่ไม่อาจหลอมเหล็กให้กลายเป็นเหล็กกล้าได้
เมิ่งซีก็มองเก่อฮว๋ายแวบหนึ่งเช่นกัน แต