“นี่!” ควงเหวินฟู่อดไม่ได้ที่จะก้าวมาหาเฝ่ยไป๋ลู่ ถ้าไม่ได้เงินตามความต้องการ ชายหนุ่มก็คงไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ แน่
เขาตะโกนเสียงดังจนเรียกสายตาคนรอบข้าง
เฝ่ยไป๋ลู่ทำหูทวนลม เธอยังคงเข็นรถเข็นเวินสือเหนียนเดินต่อไปอย่างไม่รีบเร่ง เหมือนกับว่าคนที่เขาตะโกนเรียกอยู่นั้นไม่ใช่เธอ
หญิงสาวโน้มตัวลง กล่าวกับเวินสือเหนียน “น้ำพอไหม คุณอยากได้อีกหรือเปล่าคะ”
เวินสือเหนียนรู้สึกถึงลมอุ่นร้อนที่พัดมาข้างหู เขารีบหยิบผ้าห่มมาคลุม พร้อมเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “ไม่แล้ว ถ้าไม่พอค่อยมาเอาเพิ่ม”
“ได้ เอาตามคุณว่า” เฝ่ยไป๋ลู่ตอบรับ
ไม่มีใครสนใจควงเหวินฟู่
ทั้งสองปล่อยเขายืนอึ้งอย่างน่าอับอาย ทนรับแววตารังเกียจและดูถูกของผู้คนอยู่ที่เดิม
ควงเหวินฟู่ทำทีเป็นจัดคอเสื้อ พยายามจะเผชิญหน้าอีกครั้ง “ไม่กล้าทักทายเพื่อนเก่าแบบฉันงั้นเหรอ? กลัวฉันจะรู้ว่าเธอคบหากับผู้ชายพิการงั้นสิ”
ทั้งภัตตาคารจื๋อติ่งพลันตกอยู่ในความเงียบงัน
สีหน้าของเวินสือเหนียนไม่เปลี่ยน แม้แต่คิ้วก็ไม่กระตุกสักนิด
ราวกับเขาแข็งแกร่งมากจนไม่เห็นอีกฝ่ายอยู่ในสายตา หรืออาจเพราะเคยชินกับการโดนคนอื่นเหยียดหยาม
เฝ่ยไป๋ลู่คิดถึงตรงนี้ มุมปากก็คว่ำลงแฝงไว้ซึ่งความไม่พอใจ ก่อนจะยกมือขึ้น ส่งแผ่นยันต์ที่มองไม่เห็นพุ่งเข้าใส่ควงเหวินฟู่
ปากไม่ดี ต้องประสบเคราะห์สักครึ่งเดือน!
ควงเหวินฟู่อยากจะไล่ตาม แต่ไม่ทันระวังจนพลาดสะดุดขาตัวเอง เกือบจะหน้าคว่ำ พอเงยหน้า