ั่วร้ายที่รุมเร้า พอคุณหายเป็นปกติ ก็จะมีชีวิตสุขสบายกว่าพวกเขาทั้งหมด”
“ได้ครับ” แววตาเย็นชาของเวินสือเหนียนเริ่มอ่อนลงเล็กน้อย ความจริงเขาไม่ได้ใส่ใจคำพูดของคนพวกนั้นเลย
คนที่แข็งแกร่งพอย่อมไม่รู้สึกรู้สากับเสียงคำพูดของคนอื่น
เขายืนอยู่บนจุดที่สูง ทำให้คนพวกนั้นไม่อาจเอื้อมถึง มีแต่ต้องให้ความเคารพยำเกรง เขาไม่มีจุดอ่อนไหนจะสามารถโจมตีได้
คนเหล่านั้นจึงทำได้เพียงดูถูกเรื่องขาที่พิการกับอายุขัยที่สั้น ราวกับว่าย้ำปมด้อย เพื่อชดเชยความไร้ค่าและเติมเต็มจิตใจต่ำช้าของพวกเขาเท่านั้น
และสิ่งที่เวินสือเหนียนชอบที่สุดก็คือ การมองกลุ่มคนพวกนี้อดกลั้นความอิจฉาริษยาเอาไว้ในใจ คอยก้มหัวให้เขา ประจบสอพลอเขาทุกวิถีทาง
เขาไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย
ควรจะเป็นคนพวกนั้นต่างหากที่ต้องกลัวเกรง
แววตาของเวินสือเหนียนเข้มขึ้น ขณะมุมปากยกยิ้มเย็นชา
“รีบกินข้าวกัน อาหารจะเย็นแล้ว” เฝ่ยไป๋ลู่กลับไปที่โต๊ะ
เมื่อคิดถึงโภชนาการทางอาหารบางชนิดแล้ว สีหน้าของเวินสือเหนียนก็เปลี่ยนไป เขาแสร้งทำเป็นเลื่อนอาหารออกไปแล้วพูดว่า “เย็นแล้วก็ไม่ต้องกิน สั่งมาใหม่เถอะ”
เฝ่ยไป๋ลู่ปฏิเสธทันที “ไม่ได้ เสียดายของ”
“ก็ได้” ทว่าตอนนี้คุณชายสามแห่งตระกูลเวินกล้าทานแค่เครื่องดื่มเท่านั้น
หลังมื้ออาหาร เฝ่ยไป๋ลู่ใช้เวลาว่างช่วยเวินสือเหนียนจัดการอะไรบางอย่าง เจี่ยนต๋าเช่าพาคนทั้งคู่มาส่งที่บ้านตากอากาศกลางหุบเขา พูดด้วยรอยยิ้มเปี่ย