้สึกเหมือนมีความเย็นยะเยือกแล่นขึ้นมาจากเท้า หัวใจส่งเสียงดังกึกก้อง
ทำไมผู้หญิงสมัยนี้ถึงได้รุนแรงแบบนี้นะ เป็นสาวเป็นนางไม่ยอมเรียนศาสตร์ศิลป์การเรือน วันๆ เอาแต่เรียนศิลปะป้องกันตัวอะไรก็ไม่รู้…
คิดได้ดังนี้เฉินชางก็เริ่มกังวลกับอนาคตของตนแล้ว แต่…การกอดนี่มันดีจริงๆ …ยังอยากกอดอยู่เลย!
คิดถึงตรงนี้เฉินชางก็ตัดสินใจแกล้งตาย กอดให้นานอีกหน่อย!
“ยังไม่ปล่อยอีก!” ฉินเยว่ที่ถูกเฉินชางกอดกล่าวเสียงเย็น
เฉินชางหน้าเปลี่ยนสี รีบปล่อยมือทันที จากนั้นก็เดินตาลอยไปนั่งบนเตียงข้างๆ
ฉินเยว่ชะงักไป อดบ่นกับตัวเองไม่ได้ว่า ‘ตาทึ่มเอ๊ย บอกให้ปล่อยก็ปล่อยหรือไง โง่จริง!’
แต่เมื่อเห็นเฉินชางนั่งลงบนเตียงด้วยท่าทางคล้ายหวาดผวา ฉินเยว่ก็เกิดกังวลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน…เธอจำได้ว่าเคยมีผู้ป่วยอวัยวะสืบพันธุ์ถูกกระทบกระเทือน ตอนนั้นผู้ป่วยตกใจแทบสิ้นสติ…
คิดถึงตรงนี้ ฉินเยว่ก็ใจเต้นแรง ตานี่คงไม่ถูกเธอทำให้ตกใจจนสติหลุดไม่มีวันหาย…หรอกนะ
คิดแล้วฉินเยว่ก็กระแอมออกมา ปรายตามองไปยังท่อนล่างของเฉินชางแล้วเอ่ยว่า “คุณ! ไม่เป็นไรใช่ไหมคะ”
เฉินชางถอนใจ มองฉินเยว่แล้วพูดด้วยท่าทางน่าสงสาร “ให้ผมกอดหน่อยก็ไม่เป็นไรแล้วครับ”
ฉินเยว่เห็นท่าทางหน้าด้านไร้ยางอายของเฉินชางแล้วก็ต้องกลอกตาใส่ “หึ งั้นเหรอคะ”
เฉินชางดวงตาเป็นประกาย คิดได้คืบจะเอาศอก รีบพยักหน้าทันที “ได้ไหมครับ”
ฉินเยว่เห็นท่าทางกวนประสาทของเฉินชา