คล้…หม้อไฟ
เก้าในสิบส่วนถูกฉินเยว่ลากมาทั้งนั้น
หากจะบอกว่าฉินเยว่มีของที่ชอบอยู่หลายอย่าง เฉินชางคิดว่าหม้อไฟและชานมจะต้องถูกจัดอยู่ในอันดับต้นๆ แน่นอน
มีฉินเยว่มาคอยขัดคอ อาหารมื้อหนึ่งก็ดูจะมีความสุขขึ้นมาก
ตอนแรกฉินเยว่เป็นห่วงกลัวว่าเฉินชางจะอารมณ์ไม่ดีหรือจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นจึงตั้งใจมาอยู่เป็นเพื่อนเขาสักหน่อย แต่ตอนนี้ดูแล้วเหมือนจะไม่เป็นอะไร
ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว!
ผ่านไปครู่หนึ่ง จู่ๆ ฉินเยว่ก็พูดขึ้นว่า “ฉันอาจไม่อยู่ที่แผนกฉุกเฉินสักระยะ”
จู่ๆ ก็รู้สึกว่าสไบนางที่คีบขึ้นมาไม่หอมอร่อยเหมือนเคย
เฉินชางเงยหน้าขึ้นโดยพลัน “ทำไมล่ะครับ”
ฉินเยว่ถอนใจออกมา “คุณพ่อจะให้ฉันไปเรียนปริญญาเอก แต่งานที่แผนกฉุกเฉินยุ่งเกินไปจึงไม่เหมาะสม เขาเลยให้ฉันย้ายไปแผนกที่ว่างๆ สักหน่อย”
เฉินชางชะงักไปเล็กน้อย “อ้อ…ปริญญาเอก! ไปเรียนที่ไหนครับ”
ฉินเยว่คิดครู่หนึ่ง “คงเป็นเซียงหย่าไม่ก็ปักกิ่งยูเนี่ยน! ยังไงก็เปิดรับช่วงปลายปี แค่มาบอกก่อนจะได้เตรียมตัว”
เฉินชางวางตะเกียบลง ร้องอ้อออกมาคำหนึ่ง
จู่ๆ ก็รู้สึกว่าอาหารในวันนี้รสชาติธรรมดามาก
“แล้วจะไปอยู่ที่แผนกไหนครับ” เฉินชางถามอย่างสงสัย
ฉินเยว่คิดครู่หนึ่ง “ศัลยกรรมทั่วไปค่ะ หัวหน้าจางก็อยู่ที่นั่น”
เดิมทีฉินเยว่ก็มาจากแผนกศัลยกรรมทั่วไปอยู่แล้ว ไปแผนกศัลยกรรมทั่วไปคงจะเหมาะสมดี
เฉินชางรู้สึกสูญเสียเล็กๆ อย่างที่เขาไม่อาจหลีกเลี่ยง
สุนัขขี้ประจบจะ