ครั้งที่สอง”
ริมฝีปากของพ่อเฒ่าจูสั่นระริก แต่เมื่อคิดถึงหลานชายและหลานสาว สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
แม่เฒ่าจูเอามือปิดปากร่ำไห้โดยไร้เสียง นางได้แต่ใช้ประโยคที่ว่า ‘ลูกสาวที่ออกเรือนแล้วก็คือน้ำที่สาดทิ้ง’ มาปลอบใจตนเอง
จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นรู้สึกไม่สบายใจ พวกนางได้แต่คิดว่า น้องสามี อย่าโทษพวกข้าเลยนะ ครอบครัวนี้พี่ชายน้องชายของเจ้าจึงจะมีสิทธิ์ตัดสินใจ ข้า…
จูเอ้อร์เม่ยไม่ได้มองใครอีก นางหันหลังเดินตรงไปยังประตูเรือน
ภายในเรือนมีเพียงความเงียบ
“อะแฮ่ม!”
ทันใดนั้น เสียงกระแอมพลันดังกังวานขึ้นภายในเรือน
“ร้องไห้มีประโยชน์อะไร?”
“ตายยังไม่กลัว ยังจะกลัวอะไรอีก?”
เสียงนั้นดังขึ้น ทุกคนล้วนหันมองมาทางต้นเสียง
กระทั่งจูเอ้อร์เม่ยยังหยุดฝีเท้าอย่างไม่อาจควบคุมแล้วหันมองกลับมา
เมื่อนางเห็นว่าเป็นเย่อวี๋หรานก็นึกว่าอีกฝ่ายเยาะเย้ยตนเอง “เจ้า…”
เย่อวี๋หรานเอ่ยตัดบท “ใช่ ตอนเจ้าออกเรือนไปปีนั้น ข้าเห็นเจ้าแล้วรำคาญหูรำคาญตามาก คิดว่าเจ้าไม่ต้องกลับมาเลยทั้งชีวิตก็ยิ่งดี แต่เห็นเจ้าร้องไห้ฟูมฟายกลับมาเหมือนสุนัขที่สูญเสียเจ้านายไปแบบนี้ ข้าก็อดจะสงสารไม่ได้ อยากช่วยสักหน่อย…”
“ผู้ใดอยากได้ความสงสารจากเจ้า?” จูเอ้อร์เม่ยตอกกลับ “เย่อวี๋หราน ข้าบอกเจ้าไว้เลย ต่อให้ข้าต้องตายอยู่ข้างนอกก็ไม่มีทางมาขอร้องเจ้า”
ความแค้นระหว่างเจ้าของร่างเดิมกับจูเอ้อร์เม่ยในปีนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะใช้ถ้อยคำไม่