พอพูดถึงเรื่องงานขึ้นมา หัวข้อที่สนทนาในเวลาต่อมาก็เลยกลายเป็นหัวข้อสนทนาที่สร้างความกดดันสูง
หลัวโจวมองเฉินชาง “ความจริงฉันอยากจะอยู่เมืองอันหยางกับจยาจยา อีกอย่างจยาจยาก็ยังเรียนไม่จบ ฉันคิดทบทวนดูแล้วว่าหางานสักงานทำไปพลางๆ ก่อนระหว่างรอให้ได้โรงพยาบาลที่ใช่”
ต่งจยากล่าวปลอมใจ “ฉันว่าเราไปสมัครกับโรงพยาบาลที่อยู่รอบอำเภอก็ได้ รายรับดีด้วย แถมคนที่โรงพยาบาลก็ให้ความสำคัญกับเราด้วย…”
“…ไม่เหมือนที่เมืองอันหยางที่เป็นเมืองเอกของมณฑลตงหยาง ทุกปีมีนักศึกษาแพทย์จบใหม่เป็นโขยง โรงพยาบาลพวกนี้ไม่เห็นความสำคัญของพวกเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกพนักงานก็ไม่ยุติธรรมเสมอไป มีทั้งเด็กฝาก มีทั้งคนที่จ่ายเงินซื้อโควตา…ใช้เส้นสายกันให้อุตลุด”
เฉินชางพยักหน้า ความจริงเป็นเช่นนี้ ในฐานะที่มณฑลตงหยางเป็นเมืองศูนย์กลาง แต่เป็นที่รู้กันว่าการพัฒนากลับค่อนข้างล้าหลัง
ความล้าหลังที่กล่าวถึงนี้ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจที่เติบโตช้า แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือระบบการปกครองกับมุมมองความคิดที่ล้าหลัง
หลัวโจวหัวเราะ “พูดได้น่าสนใจ เมืองใหญ่ดึงดูดคนมีความสามารถ มีนโยบายสิทธิพิเศษสำหรับวุฒิปริญญาตรีเป็นกะตั้ก นอกจากนี้ยังมีเงินสนับสนุนค่าตั้งถิ่นฐานให้ด้วย แต่เมืองอันหยางของเรายากจนเสียจนจะถอยหลังลงคลองอยู่แล้ว แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพวกนั้นกลับดูไม่มีความกังวลเลยสักนิด เป็นชะตากรรมของเมืองอันหยางจริงๆ เลย จนป่านนี้แล้ว