หลังจากที่เฉินหลัวลงจากรถไฟแล้ว เขาก็ยืนชมบรรยากาศเมืองอันหยาง พลางสูดลมหายใจลึกๆ หนึ่งที
อืมมม…
หมอกควันค่อนข้างเยอะ
นี่คือภาพความทรงจำแรกเกี่ยวกับเมืองหยาง
…
เฉินหลัวยังไม่ทันได้เหลียวซ้ายแลขวามองหาเฉินชาง เขาก็เห็นเฉินชางเดินก้าวเท้ายาวๆ เข้ามาหาเขาแล้ว
“พี่ครับ! ” เฉินหลัวกวักมือเรียกเฉินชาง
เมื่อเฉินชางเห็นเฉินหลัวถือกระเป๋าใบเล็กใหญ่พะรุงพะรังเต็มสองมือ มือหนึ่งถือกระเป๋าเดินทางสองใบ เขาก็ถามขึ้นว่า “ทำไมขนอะไรมาเยอะขนาดนี้”
เฉินหลัวหัวเราะ “แม่ให้ผมเอาของมาฝากพี่ด้วย”
เฉินชางยื่นมือไปช่วยหิ้วกระเป๋าเดินทางสองใบพร้อมกล่าวว่า “วันนี้พักที่ห้องพี่ก่อน พรุ่งนี้พี่ไปส่งที่โรงเรียน”
เมื่อทั้งสองเดินไปด้วยกันบนทางเท้าก็ดูเป็นที่สะดุดตามาก
เฉินชางยังค่อนข้างดีหน่อยที่ปกติแล้วเป็นคนไม่ชอบแต่งตัว แต่เฉินหลัวไม่เป็นเช่นนั้น
คำพูดของอาจารย์สมัยเรียนก็คือ แต่งตัวแปลกประหลาดตั้งแต่เด็ก ชอบทำผมทรงตั้งๆ แหลมๆ ที่เฉินชางแค่เห็นยังรู้สึกชาหนังศีรษะ
แต่ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว น่าจะเป็นเพราะช่วงสองปีมานี้ได้ผ่านการฝึกฝนมามาก ได้ออกไปเห็นโลกความจริง มุมมองและสไตล์การใช้ชีวิตก็ดีขึ้น เครื่องแต่งกายตั้งศีรษะจรดปลายเท้าซื้อจากเถาเป่าราคาไม่แพง แต่เมื่อนำมาใส่เข้าชุดกันแล้วดูดีเหมือนดารา
เฉินชางอดเย้าไม่ได้ “นายยังสวมแว่นกันแดดอยู่อีก เหมือนดาราเลยนะ”
เฉินหลัวเป็นคนร่าเริง เขาส่งเสียงหัวเราะเฮฮา “ซ้อมไว