ความจริงแล้วเฉินชางไม่อยากลุกจากเตียงนอน แต่ใครจะไปรู้ว่าด้วยเหตุผลอะไรที่ทำให้ฉินเยว่ต้องโทรมาหาตนตอนตีสาม
จะต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน!
แต่เมื่อคิดถึงเรื่องบทความวิจัยนั้นที่ได้ตีพิมพ์ลงบนวารสาร ‘ปลูกถ่ายตับ’ เฉินชางยังคงตัดสินใจลุกขึ้นมารับสายดูว่ามีเรื่องอะไร
ในเวลากลางคืนเช่นนี้ เฉินชางสวมแค่เสื้อเชิ้ตแขนสั้นกับกางเกงขาสั้น ทำให้รู้สึกค่อนข้างหนาว หลังจากที่ไปถึงโรงพยาบาลแล้ว เฉินชางก็เห็นฉินเยว่รอเขาอยู่ที่หน้าประตูทางเข้าแล้ว
“เฉินชาง ทางนี้!” ฉินเยว่เรียกเขาด้วยเสียงเบา!
เฉินชางวิ่งเหยาะๆ เข้าไปหาเธอ “เกิดอะไรขึ้น”
ฉินเยว่ชี้นิ้วไปที่ข้างใน “มีผู้ป่วยจิตเวชคนหนึ่งมาที่นี่”
เฉินชางชะงักงัน ตกตะลึงอยู่สามวินาที กล่าวด้วยท่าทางที่ดูเคร่งขรึมจริงจัง “มีผู้ป่วยจิตเวชมาที่โรงพยาบาลแล้วมันเกี่ยวอะไรกับการที่โทรเรียกผมมากลางดึกกลางดื่น?…”
“คุณควรจะติดต่อขอความเห็นจากแผนกจิตเวชไม่ใช่หรือไง”
ฉินเยว่ทำปากยู่ “หมอแผนกจิตเวชเข้ามาตรวจแล้วค่ะ แต่ทางนั้นบอกว่าผู้ป่วยดูไม่ได้มีอาการทางจิต ทางนั้นเลยไม่รับตัวไป”
เฉินชางขมวดคิ้ว “ไปกันเถอะ ไหนๆ ผมก็มาแล้ว ไปดูหน่อยว่าเป็นอะไร”
ฉินเยว่พยักหน้า “คุณระวังตัวด้วยนะคะ ฉันรู้สึกว่าผู้ป่วยมีอาการพูดจาเลอะเทอะไม่ค่อยรู้เรื่อง”
เฉินชางหันกลับมา เขารู้ว่าฉินเยว่ค่อนข้างหวาดกลัว ทำให้สารอะดรีนารีนในร่างกายของเขาหลั่งออกมาหนึ่งมิลลิลิตร ดูเหมือนว่าจะทำให้