แม้อาการของโจวข้วงเซิงจะเบากว่าหยางจื้อฝูเล็กน้อย ทว่าการเย็บเส้นเลือดยังทำให้เฉินชางต้องใช้เรี่ยวแรงไปมาก
ใช้เวลาไปไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ในที่สุดก็รักษาเสร็จ เมื่อเฉินชางกำชับข้อควรระวังต่างๆ แล้วจึงกล่าวขึ้นว่า “วันนี้อย่าเพิ่งกลับเลยครับ ทำเรื่องแอดมิทเถอะ พรุ่งนี้เช้าตอนตรวจวอร์ดผมจะดูให้ว่าอาการเป็นยังไง ถ้าอาการมั่นคงแล้วคุณก็ออกจากโรงพยาบาลได้”
ปีนี้โจวข้วงเซิงอายุห้าสิบกว่า แต่ริ้วรอยบนใบหน้ายังมากกว่าชายร่างผอมที่อายุหกสิบกว่าปีเสียอีก ความยากลำบากที่พบเจอทิ้งร่องรอยไว้บนใบหน้า เห็นได้ว่าเขาผ่านชีวิตยากลำบากมาหลายปี
โจวข้วงเซิงลุกขึ้นยืน โค้งตัวให้เฉินชางพลางกล่าวว่า “หมอเฉิน คุณเป็นคนดีจริงๆ บนโลกนี้มีคนดีไม่มากแล้ว…หวังว่าเรื่องในวันนี้…จะไม่ทำให้คุณลำบากนะครับ ไม่งั้นผมคงรู้สึกไม่สบายใจ ผมเป็นแค่ชาวบ้านจนๆ ไม่อยากถ่วงพวกคุณ…”
เฉินชางส่ายหน้าส่งโจวข้วงเซิงออกไป
เมื่อประตูห้องหัตถการเปิดออก ด้านนอกพลันมีคนเข้ามารุมล้อม ตอนนี้หัวหน้าแผนกซ่งยังจะวาดมาดอะไรได้อีก ทำได้เพียงพยายามอธิบายเท่านั้น
เฉินชางพูดกับเด็กชายว่า “เข้ามาเถอะครับ”
เด็กชายเห็นดังนั้นก็รีบเดินเข้าไปทันที นับว่าเป็นเด็กเชื่อฟังคนหนึ่ง
เฉินชางสงสัยจริงๆ ดูผิวเผินแม่ลูกคู่นี้มีความสัมพันธ์ธรรมดา เห็นหนุ่มน้อยสวมเสื้อผ้าคล้ายเด็กเกเรทั้งยังย้อมผมสีม่วงจึงนึกว่าเป็นเด็กดื้อ
เฉินชางพูดขึ้นว่า “ยื่นมือมาครับ”
เด็กชาย