ให้ความร่วมมือมาก ไม่ดื้อแม้แต่น้อย นี่ทำให้เฉินชางสับสนจริงๆ
เดิมทีเขาคิดว่าอีกฝ่ายเป็นทายาทรุ่นสองของเศรษฐีร่ำรวยที่ดื้อด้านคนหนึ่ง อีกทั้งเมื่อครู่ยังเกิดเรื่องเกิดด้านนอก ดูเหมือนทำอะไรไม่คำนึงถึงผลภายหลัง ไม่กลัวกลายเป็นเรื่องใหญ่!
แต่ว่า…เรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับเขา เฉินชางรักษาแผลไปตามลำดับขั้นตอน พบว่าในบาดแผลมีเศษแก้วอยู่จึงถามไปว่า “แผลนี่โดนอะไรมาครับ?”
หลิวรุ่ยยิ้ม “ผมออกไปเที่ยวที่บาร์กับเพื่อนๆ เกิดทะเลาะกันจนทำตัวเองบาดเจ็บน่ะครับ”
เฉินชางชะงัก…
จู่ๆ หลิวรุ่ยก็ถามขึ้นว่า “หมอเฉิน แม่ผมเป็นประธานบริษัทที่มีมูลค่าทางการตลาดหลายพันล้าน ส่วนพ่อผมก็เป็นข้าราชการ เมื่อกี้หัวหน้าแผนกคนนั้นบอกว่าเขาเป็นหัวหน้าฝ่ายกิจการแพทย์ของพวกคุณ ต่อหน้าคนเยอะขนาดนี้ คุณเป็นแค่หมอเล็กๆ คนหนึ่ง ไม่กลัวจริงหรือครับ?”
เฉินชางเงียบไปนานจึงค่อยตอบ “กลัวสิ”
หลิวรุ่ยชะงักไป “กลัว…กลัวแต่คุณก็ยังทำแบบนี้หรือ?”
เฉินชางยิ้ม “เรื่องบางเรื่อง ต่อให้คุณกลัวก็ต้องทำ ถือเป็นบรรทัดฐาน คนบางคนต่อให้คุณเกลียดคุณก็ต้องช่วย ถือเป็นหลักการ สิ่งที่ผมกลัวไม่ใช่พวกเขาแต่เป็นตัวเอง ผมกลัวว่าผมจะเสียความปรารถนาเดิมจนลืมบรรทัดฐานของตนไป”
พูดจบเฉินชางก็ไม่พูดอะไรอีก ทว่าหลิวรุ่ยกลับถูกคำพูดนี้ของเฉินชางทำเอาพูดอะไรไม่ออก เนิ่นนานผ่านไปจึงค่อยทอดถอนใจ
หลิวรุ่ยเงยหน้าถาม “ที่คุณพูดหมายถึงผมสินะครับ? คุณเกลียดคนแบบ