กแล้ว”
ฉินเยว่รู้สึกงุนงง “เอ๋? ศาสตราจารย์อู๋หมายความว่า…”
อู๋เสวียอวี้ผลักวิทยานิพนธ์ไปให้ “คุณทำตามส่วนที่เขียนแก้ไว้ด้านบนก็พอแล้วครับ จากนั้นก็เอาไปเผยแพร่ คงไม่มีปัญหาอะไร”
ฉินเยว่รีบพูดว่า “ฉันยังไม่ได้ให้คนอื่นแก้ให้เลยนะคะ ฉัน…ตัวฉันเองยังไม่ได้ดูให้ดีเลย”
เมื่อพูดออกมาเช่นนี้ฉินเยว่ก็อดหน้าแดงไม่ได้
อู๋เสวียอวี้ชะงักไป “หือ? ถ้างั้นที่เขียนอยู่ด้านบนใครเป็นคนแก้ล่ะครับ?”
ฉินเยว่ไม่เข้าใจ รีบหยิบวิทยานิพนธ์ขึ้นมาดู พลันต้องตาค้างไปเลยทีเดียว
ใครขีดเขียนวิทยานิพนธ์ของฉันจนเละไปหมดเนี่ย!
ทันใดนั้น ฉินเยว่ก็คิดขึ้นมาได้ว เฉินชางเคยบอกว่าเขาอ่านวิทยานิพนธ์ของเธอแล้ว…
หรือว่าจะเป็นเฉินชาง?
ไม่จริงน่ะ?
ไม่ใช่ว่าฉินเยว่ดูถูกเฉินชาง แต่เป็น…เอาเถอะ ก็คือดูถูกนั่นแหละ!
ที่เป็นเช่นนั้นเพราะการแปลนี้จะต้องมีพื้นฐานภาษาอังกฤษเกี่ยวกับการแพทย์เฉพาะด้าน แต่เฉินชางจบแค่ปริญญาตรี จะเคยสัมผัสกับภาษาอังกฤษเฉพาะด้านการแพทย์ที่ไหนกัน อาศัยแค่ภาษาอังกฤษระดับมหาวิทยาลัยนิดหน่อยนั่นน่ะหรือ? ไม่ต้องพูดถึงเฉินชางเลย แม้แต่ตนเองก็ยังอ่านไม่ค่อยเข้าใจ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการแปลเลย…
อู๋เสวียอวี้ยิ้ม “แปลได้ไม่เลวเลยนะครับ คุณกลับไปใช้คอมฯ แก้ก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว”
ฉินเยว่รีบพยักหน้า
จางจิ้นเฟินเห็นฉินเยว่กำลังจะกลับจึงพูดอย่างใส่ใจว่า “เสี่ยวฉิน ให้เสี่ยวเจ๋อไปส่งนะจ๊ะ”
เมื่อบอกลาเรียบร้อย ฉินเยว่ก็รีบกล