สรุปว่าจางโหย่วฝูอารมณ์ไม่เลวเลย เมื่อคิดว่าอีกห้าปีหลังจากนี้ เมื่อหลี่เป่าซานเกษียณแล้ว เฉินชางจะกลายเป็นลูกน้องหมายเลขหนึ่งของตน เขาก็รู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างนี้คุ้มค่าแล้ว
ส่วนเรื่องที่เฉินชางจะอยู่ในแผนกฉุกเฉินไปตลอดชีวิตน่ะหรือ?
นี่เป็นไปไม่ได้เลย
ศัลยแพทย์คนไหนบ้างจะไม่มีความคิดอะไรเลย อยู่ที่แผนกฉุกเฉินจะมีอนาคตได้อย่างไร?
คนเราต้องเคลื่อนไหว ไม่ใช่ต้นไม้ที่ย้ายที่แล้วจะตายเสียหน่อย หากอยู่นิ่งๆ ไม่ขยับเขยื้อนจะมีความหมายอะไร?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ จางโหย่วฝูก็เดินฮัมเพลงกลับไปยังแผนกของตน
ใช่แล้ว ต้วนปัวบอกว่าวันนี้จะมีผู้ป่วยมาแอดมิทหลายคน
เพิ่งจะลงลิฟท์ก็เห็นต้วนปัวพอดี จางโหย่วฝูมีรอยยิ้มสว่างไสวประดับใบหน้า กล่าวขึ้นว่า “เสี่ยวต้วน ยังไม่เลิกงานอีกหรือ? พอดีเลย มาที่ห้องทำงานผมหน่อยนะครับ”
ในตอนที่ต้วนปัวเห็นจางโหย่วฝู กล่าวตามตรง ในใจเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกังวลและไม่สบายใจ แต่ยังคงฝืนทำหน้าหนาเดินตามจางโหย่วฝูเข้าไปในห้อง “หัวหน้าแผนก ผ่าตัดเสร็จแล้วหรือครับ?”
จางโหย่วฝูพยักหน้า “อืม นั่งก่อนสิ ผู้ป่วยที่รับมาวันนี้มอบให้ใครจัดการหรือครับ? ให้เสี่ยวโจวหลายๆ คนหน่อย พวกเราควรให้โอกาสหมอใหม่ๆ ฝึกฝนบ้าง”
ต้วนปัวคิดว่า ฝึกกับผีอะไรล่ะ ไม่มีผู้ป่วยสักคน กลับไปฝึกกับเนื้อหมูก่อนเถอะ!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ต้วนปัวก็รู้สึกอารมณ์ดำดิ่งจนถึงขีดสุด ช่างเถอะ บอกความจริงไปแล้วกัน…
ต้วนปัว