ถ้าทำการตรวจพวกนั้นจะไม่ดีกับเขา”
เธอพูดไม่ไหวอีกต่อไป การพูดเป็นอะไรที่ยากลำบากมาก เสียงสะอึกสะอื้นอยู่ตลอด เป็นการแสดงถึงความเจ็บปวด
ประมาณหนึ่งชั่วโมงถัดมา ยามที่แสงแดดยามเย็นสาดกระจายไปทั่วทั้งแผนกฉุกเฉิน ชายชราจากไปแล้ว หัวใจหยุดเต้นและหยุดหายใจ
หญิงคนนั้นปฏิเสธที่จะทำการปั๊มหัวใจกู้ชีพ และไม่ให้กระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้า ทำเพียงนั่งอยู่ข้างกายชายชราอย่างสงบ
ผ่านไปครู่หนึ่งก็มีญาติผู้ป่วยหลายคนเดินเข้ามา มีทั้งชายและหญิง แต่ไม่มีใครเจ็บปวดเหมือนเธอ แต่ละคนมีท่าทางสงบ ดูเหมือนจะคาดเดาได้นานแล้ว
เธอก็ไม่ส่งเสียงอะไร ทำเพียงพยักหน้าพูดว่า “เป็นความผิดของฉันเอง เป็นความผิดของฉันทั้งหมด…ฉันทำให้พ่อต้องตาย”
เฉินชางอดพูดไม่ได้ว่า “นี่ถือเป็นการหลุดพ้น”
เฉินชางไม่รู้ว่าเขาพูดประโยคนี้ให้ชายชราฟัง พูดให้เด็กข้างๆ ฟัง หรือพูดให้ผู้หญิงคนนั้นฟัง
ในตอนที่ดึงท่อช่วยหายใจออก เฉินชางเห็นประกายสะท้อนออกมาจากดวงตาที่ไร้แววของชายชรา
มันคือแสงสะท้อนจากดวงไฟของห้องกู้ชีพ
เฉินชางหมุนตัวไป ตอนที่บอกลาญาติคนไข้ เขาเห็นหญิงคนนั้นทรุดตัวลงกับพื้น ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยน้ำตาสองสาย…
เฉินชางถอนใจออกมาก่อนจะหมุนตัวแล้วเดินจากไป
ในโรงพยาบาล เขาเห็นการเกิดแก่เจ็บตายมามาก แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความตาย เฉินชางก็ทำใจให้ชินไม่ได้
เมื่อเดินออกไปจากประตู เขาพบว่าเสี่ยวหลินยืนร้องไห้อยู่ในมุมหนึ่งเหมือนกับเด็กๆ มีเสียงส