ค่ทำให้ข้าฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าข้าพลาดสิ่งใดไปเท่านั้น
จูเหล่าโถวยื่นมือมาจับมือของนาง “เรื่องก่อนหน้านี้ก็ผ่านไปแล้ว พวกเราก็อย่าเถียงกันอีกเลย ลูกชายและหลานชายล้วนโตกันเพียงนี้แล้ว หลังจากนี้พวกเรามาใช้ชีวิตอย่างสบายใจกันเถอะ…”
เย่อวี๋หรานชำเลืองมองมือที่ราวกับเปลือกไม้ของเขา “เจ้าจะไม่โต้เถียงกับปาเม่ยก็เป็นเรื่องของเจ้า เรื่องที่ควรสอนข้าก็ยังต้องสอน ไม่เช่นนั้นคนจะต่อว่าครอบครัวของเราได้ว่าสั่งสอนไม่ดี”
หลังจากนั้นก็ดึงมือของตัวเองออกอย่างใจเย็น โดยแสร้งทำเป็นจัดทรงผม
“ปาเม่ยเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของข้า เจ้าก็รู้ว่าข้าให้ความสำคัญกับนางแค่ไหน ต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากเพื่อให้นางเติบโต ยากมากที่จะได้รับผลลัพธ์ที่ดีจึงไม่อาจทำให้เสียแรงเปล่าได้ เอาล่ะ ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว เจ้ารีบนอนเถอะ ข้าจะกลับไปจัดระเบียบสักหน่อย แล้วดูว่าพรุ่งนี้จะสอนอะไรปาเม่ยดี…”
พูดถึงตรงนี้ เย่อวี่หรานก็เตรียมจะถอยทัพ
จูเหล่าโถวเข้าใจความหมายของนางผิดตั้งแต่แรก นางก็ไม่คิดจะทำให้เขาเข้าใจผิดต่อไป
“หา จะไปแล้วหรือ?” จูเหล่าโถวตกตะลึง รู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง “ยังพูดไม่จบเลยนะ…”
“เรื่องของปาเม่ยพูดจบแล้วไม่ใช่หรือ?” เย่อวี๋หรานกล่าว “ไม่ใช่ว่าบอกไปแล้วหรือว่าพรุ่งนี้ข้าต้องสอน ‘หลักเตือนใจสตรี’ ให้นาง?”
“แล้วเจ้าสี่กับเจ้าห้าเล่า?”
“เจ้าสี่กับเจ้าห้า?” เย่อวี๋หรานแกล้งโง่ “พวกเขาจะไปมีได้อย่างไรเล่า?”
“แล้วเร