ละงานฝีมือที่พึงมีของสตรีล้วนต้องเพิ่มเข้ามาในกำหนดการแล้ว”
…..
ส่วนใหญ่จูเหล่าโถวฟังไม่เข้าใจ แต่ตราบใดที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของสกุลที่มั่งคั่งเขาก็รู้สึกสูงส่งขึ้นมาเป็นพิเศษ
เขาพยักหน้าคราหนึ่ง “เจ้าพูดถูก ลักษณะที่สตรีพึงมีนี่เรียนไว้น่าจะดี เจ้ามองอย่างจูปาเม่ยสิ มีครอบครัวไหนที่ผู้หญิงเป็นเช่นนี้บ้าง หากเรื่องนี้แพร่ออกไป ครอบครัวพวกเราจะเสียหน้ากันหมด…”
เห็นเขาพูดอย่างนี้เย่อวี๋หรานก็อยากจะตบเขาสักทีเสียจริง เฮอะเฮอะ! ปาเม่ยก่อเรื่องเสียหน้า แล้วเจ้าก่อเรื่องไม่เสียหน้าหรือ?
แต่นางขี้เกียจเกินกว่าจะฉีกหน้าเขา และขี้เกียจจะบอกว่านางจะสอนจูปาเม่ยเรื่องนี้ไม่ใช่เพื่อให้จูปาเม่ยปฏิบัติตาม ‘กฎ’
แต่เพื่อให้ ‘รู้เหตุรู้ผล’ หลังจากนี้จะได้สามารถใช้เป็นอาวุธต่อกรกับผู้อื่นได้
กล้ามาถอนเขี้ยวเล็บของหญิงเฒ่าหรือ?
เฮอะ! หญิงเฒ่าปฏิบัติตาม ‘หลักเตือนใจสตรี’ อย่างเคร่งครัด มีเกินกฎเกณฑ์ข้อไหนเล่า?
มี ‘หลักเตือนใจสตรี’ เป็นโล่กำบัง ยังจะมีใครสามารถหา ‘ข้อเสีย’ ของจูปาเม่ยได้อีกหรือ?
ด้วยความสมเหตุสมผลและความถูกต้องนี้ จูเหล่าโถวจึงทั้งไม่พบจุดผิดพลาดใดทั้งยังเห็นชอบด้วย
ความรู้สึกของเขาสั่นไหวอย่างแรงเมื่อคิดว่าครั้งนี้หญิงเฒ่าอยู่ข้างเขา “ยายเฒ่า ข้าคิดว่าเจ้าไม่สนใจข้าเสียอีก คิดไม่ถึงว่าที่แท้ตลอดมาข้าก็มีความสำคัญต่อเจ้าถึงเพียงนี้…”
เย่อวี๋หราน “…”
ไม่ เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว
เจ้าเพียงแ