ผู้ป่วยรอบๆ ได้ยินเตียงสิบถามคำถามนี้จึงพากันเอียงหูฟัง
พวกเขาอยากรู้จริงๆ ว่าการผายลมกับการกินข้าวเกี่ยวข้องกันอย่างไร?
เฉินปิ่งเซิงกำลังจะพูด แต่จู่ๆ ก็หันไปมองเฉินชางที่กลั้นหัวเราะจนหน้าม่วง ถลึงตาใส่แล้วเอ่ยถาม “ทำไมผายลมแล้วถึงกินข้าวได้?”
เฉินชางได้ยินดังนั้นจึงรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ “โดยทั่วไป หลังการผ่าตัดเสร็จ หมอจะใช้การผายลมมาวินิจฉัยว่าลำไส้เป็นปกติหรือไม่”
“โดยปกติหลังการผ่าตัดส่วนท้องประมาณหนึ่งถึงสองวันผู้ป่วยจะผายลมไม่ได้ นั่นเพราะผลของยาชาที่ใช้ในการผ่าตัดและวิธีการผ่าตัดซึ่งไปกระตุ้นให้เกิดลมเย็นในช่องท้อง ทำให้ลำไส้ชาชั่วคราวจนผายลมไม่ได้ เมื่อลำไส้ค่อยๆ ฟื้นตัว ผู้ป่วยจะรู้สึกถึงความเจ็บปวดบริเวณช่องท้องและอาจได้ยินเสียงท้องร้องโครกคราก ซึ่งเป็นสัญญาณแรกในการผายลม ตอนนี้เท่ากับว่าระบบลำไส้ฟื้นตัวแล้ว จึงทำให้แรงกดที่ช่องท้องคลายตัวและเริ่มกินอาหารได้”
เมื่อได้ฟังคำอธิบายของเฉินชาง ทุกคนรอบๆ ก็พากันพยักหน้าเข้าใจ
ว่ากันตามปกติ…การมาตรวจผู้ป่วยกับเฉินปิ่งเซิงมักจะเป็นแบบนี้
เฉินชางถึงกับสงสัยว่าเฉินปิ่งเซิงจงใจหรือไม่ ทักษะในการเย็บแผลของเฉินปิ่งเซิงฝึกมาแบบนี้ใช่หรือไม่!
หลังจากเย็บแผลผู้ป่วยเสร็จแล้วก็ทำให้หัวเราะจนแผลเปิด…จากนั้นก็เย็บใหม่…แล้วแกล้งให้แผลเปิด…
ก่อนเดินออกไป ผู้ป่วยหญิงเตียงแปดยังมองไปทางเฉินปิ่งเซิงอย่างไม่ยอมแพ้ “หมอคะ…การผ่าตัดของฉันเลื่อน