ให้แม่เจ้าจับได้ก็พอแล้วนี่นา”
“เป็นไปไม่ได้ ข้ามีอะไรบ้าง แม่ข้าจะไม่รู้ได้อย่างไร?” จูปาเม่ยกล่าวแย้ง
เจียงหยวนซือพูดเสียงอ่อน “แต่พวกเราเจอกันตั้งหลายครั้ง แม่เจ้าก็ไม่รู้นี่นา?”
จูปาเม่ยถลึงตาใส่เขา
เจียงหยวนซือหดคอ ทำท่าขลาดเขลาไม่กล้าพูด
“ข้าบอกว่าแม่ข้าจับได้ก็คือจับได้ ได้ยินไหม?”
“ได้ยินแล้ว…” น้ำเสียงของเจียงหยวนซือเบาหวิว
“ได้ยินแล้วก็เอาสิ่งของกลับไปเสีย” จูปาเม่ยค้นพบว่าต้องวางท่าดุร้ายสักหน่อยจึงจะได้ผลจริง ๆ
นางเปิดประตูตรงท้ายเรือนให้เขา แล้วพูดว่า “รีบไปเถอะ อีกหน่อยซานเม่ยกับซื่อเม่ยก็กลับมาแล้ว ถ้ามาเจอเข้าจะไม่ดี”
“แต่…”
“ไม่ต้องพูดไร้สาระ! ถ้าให้คนมาเห็นเข้า ข้ายังจะไปพบผู้คนได้อีกหรือ?”
เจียงหยวนซือ “…”
ข้าอยากให้คนมาเห็นแทบบ้าอยู่แล้วเนี่ย!
แต่พอนึกถึงว่าจูปาเม่ยอายุยังน้อย เขาก็มีอันปวดเศียร
ถ้าอายุมากกว่านี้สักหน่อย เขายังหักใจลงมือได้ ทำข้าวสารให้เป็นข้าวสุก นางยังจะไม่โอนอ่อนตามเขาอีกหรือ?
แต่ยังเด็กเช่นนี้ ถ้าเขากินไปทั้งอย่างนี้ก็คงเลวทรามเยี่ยงเดรัจฉาน เจียงหยวนซือหักใจทำไม่ลงอยู่บ้าง
“ไปสิ ยืนบื้ออะไรอยู่?” จูปาเม่ยหันมามองก็พบว่าคนยังไม่จากไป จึงถลึงตาใส่เขา
เจียงหยวนซือยังแสร้งทำเป็นอ่อนแอต่อไป “แต่…แต่เจ้ายังไม่รับไว้เลย”
เขาเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าจูปาเม่ย คิดจะมอบของให้นางอีก
ท่าทางเช่นนั้นพาให้จูซื่อกับจูอู่ชมดูจนโมโห ‘ชักช้ายืดยาด ไม่เป็นลูกผู้ชาย