อนกันนี่”
เขาตรงไปหยิบก้อนหินขึ้นมาทุบครั้งแล้วครั้งเล่า ทุบจนกำไลเงินวงนั้นกลายเป็นก้อนเงินน้อยใหญ่
เกรงว่าต่อให้ร้านที่ขายกำไลวงนี้มาเห็นเข้าก็คงดูไม่ออกว่านี่เป็นสินค้าจากร้านตนเอง
“พี่สี่ ท่านกลับไปก่อนเถอะ ข้าจะไปเรือนจูกู่กับจูหมี่สักหน่อย”
“หา เจ้ายังจะไปเรือนพวกเขาอีกหรือ?” จูซื่อมุ่นคิ้ว “เจ้าไม่รังเกียจว่าเรือนพวกเขาสกปรกหรือไร?”
เขาย่อมไม่ได้หมายถึงจูกู่และจูหมี่ แต่หมายถึงแม่ม่ายฉินที่นอนซมอยู่บนเตียงต่างหาก
ตั้งแต่แท้งลูกคราวนั้น นางก็ไม่เคยดีขึ้นอีกเลย
หลังแท้งไม่ได้อยู่ไฟ ทำให้สุขภาพทรุดโทรม ความสัมพันธ์กับลูกชายทั้งสองก็เลวร้ายลงทุกวัน
นางคิดว่าตนเองทำทุกอย่างนั้นก็เพื่อลูกชายทั้งสอง อีกฝ่ายไม่เพียงไม่สำนึกบุญคุณ แต่ยังไปคลุกคลีกับลูกชายของ ‘คู่แค้น’ ของนางอีกต่างหาก แม่ม่ายฉินแค้นใจจนแทบกระอัก
“พวกเจ้าจะไปไหนอีก?”
“วัน ๆ ไม่รู้จักอยู่บ้าน ไม่ตั้งใจทำงาน เอาแต่วิ่งแจ้นออกไปข้างนอก อยากตายเรอะ?”
“ทำไมข้าถึงคลอดลูกชายไม่เอาไหนอย่างพวกเจ้าออกมาได้นะ น่าแค้นใจจริง ๆ!”
……
จูกู่กับจูหมี่ปล่อยให้แม่ม่ายฉินด่าตามใจชอบ คำบริภาษลอยเข้าหูซ้ายทะลุออกหูขวา ควรทำสิ่งใดก็ทำสิ่งนั้น
ได้ยินเสียงนกประหลาดดังมาจากข้างนอก ดังยาวสามครั้ง สั้นสองครา พวกเขาสบตากัน หยิบสิ่งของที่ตระเตรียมเอาไว้ออกจากเรือนไปด้วย
เสียงก่นด่าของแม่ม่ายฉินดังแว่วออกมาจากในเรือน
“แม่พวกเจ้าด่าพวกเจ้าอีกแล้ว?” จ