เมื่อกลับไปถึงห้องทำงาน ฉินเยว่ก็นั่งอยู่ที่นั่นแล้ว ดูเหมือนกำลังหงุดหงิด
เฉินชางแย้มยิ้ม “หือ? ยังโกรธอยู่เหรอครับ? ผู้ปกครองของเขาก็แค่ห่วงจนกังวลเกินเหตุเท่านั้น”
ฉินเยว่กลอกตาใส่เฉินชาง ยู่ปากเล็กน้อย “ยังมาหืออะไรอีก? คนทรยศอยู่ ข้างใครกันแน่? ทรยศ!”
เฉินชางหัวเราะ “ผมก็ต้องอยู่ข้างบุปผางามแห่งแผนกของเราอย่างคุณหมอฉินเยว่น่ะสิครับ!”
“แต่ว่าคุณมาที่โรงพยาบาลนี้นานแล้ว เดิมทีแผนกฉุกเฉินก็มีคนไปๆ มาๆ มากมาย ยังไม่ชินอีกเหรอครับ? ตอนเข้าร่วมแผนกฉุกเฉิน คุณลืมไปแล้วเหรอว่าผู้อำนวยการเฒ่าของพวกเราพูดไว้ยังไง?”
“พอเข้าแผนกฉุกเฉินแล้ว คุณต้องโยนความภาคภูมิใจในตัวเอง งานอดิเรก และนิสัย…อะไรต่างๆ นานาพวกนี้ทิ้งไปด้านข้าง ให้จำไว้ว่าคุณเป็นหมอคนหนึ่งก็พอแล้ว! งานของคุณก็คือรักษาและช่วยเหลือคนอื่น” ฉินเยว่ถอนใจ พูดต่อจากคำพูดของเฉินชาง
เมื่อพูดจบฉินเยว่ก็ยังรู้สึกไม่ดี “แต่ว่า…ฉันคิดว่าอาศัยอะไรกัน? ฉันเรียนปริญญาตรีห้าปี ปริญญาโทอีกสามปี แล้วยังต้องผ่านการอบรมด้านกฎระเบียบต่างๆ นานาอีก อาศัยอะไรที่ฉันต้องดูสีหน้าของคนที่ต่ำกว่า? ใครบ้างไม่มีพ่อมีแม่ ใครบ้างไม่ใช่ลูกรักของครอบครัว! ฉันเสียอะไรไปมากขนาดนี้ ต้องการความภาคภูมิใจเล็กน้อยไม่ได้เลยหรือไง?”
เฉินชางไม่ได้พูดต่อ นี่คือความจริง
ฉินเยว่กล่าวต่อไป “บางทีฉันก็คิดว่าโลกนี้ไม่ยุติธรรมเลยจริงๆ ฉันพยายามจนยอดเยี่ยมยิ่งกว่าพวกเขา พยายามเร