ึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องแสดงท่าทีบางอย่างออกมา
“โอ้โห!”
“หลินจือไป๋คือปราชญ์อันดับหนึ่งแห่งฉินโจวของเราจริงๆ!”
“ยากจะจินตนาการจริงๆ ว่าตอนนั้นวงการวรรณกรรมฉินโจวของเรา มีคนกีดกันเขามากขนาดนั้นได้ยังไง!”
“พวกคนที่กีดกันหลินจือไป๋ควรจะละอายใจและลาออกจากวงการวรรณกรรมไปเองซะ!”
“ตอนนี้คุณหลินไปอยู่ที่ฉีโจว กลายเป็นผู้นำของวงการวรรณกรรมฉีโจวไปแล้ว เป็นความเจ็บปวดของวงการวรรณกรรมฉินโจวเราจริงๆ”
“ผมขอเสนอให้ปัญญาชนอาวุโสทุกคนที่เคยโจมตีคุณหลิน เลิกเขียนงานถาวรไปเลย!”
“ไม่ต้องให้คุณเสนอหรอก พวกเขาก็แทบจะเลิกเขียนกันหมดแล้ว แต่พวกเขาควรจะดีใจนะที่งานกวีฉินโจวครั้งนั้นไม่ได้จัดตรงกับวันเทศกาลไหว้พระจันทร์”
“นั่นสิ”
“ถ้าตอนนั้นคุณหลินเขียน ‘ทำนองแห่งสายน้ำ’ ออกมาล่ะก็ ต่อให้พวกเขามีสิบปากก็คงพูดอะไรไม่ออกแล้ว”
น่าสนใจมาก
วงการวรรณกรรมฉินโจวในตอนนี้ การเข้าข้างหลินจือไป๋และการชำระความกับคนแก่ในวงการที่เป็นศัตรูของหลินจือไป๋กลายเป็นความถูกต้องทางการเมืองไปเสียแล้ว
คุณยายจ้าวที่กำลังคุยเรื่องงานบางอย่างกับโจวไท่ เมื่อได้ทราบเรื่องนี้เธอก็ถอนหายใจ “หากกลิ่นอายวรรณศิลป์ของฉินโจวแบ่งเป็นสิบส่วน เกรงว่าเ